‘อินสไปร์ ไอวีเอฟ’ ชี้เทรนด์ทั่วโลกแต่งงานช้า มีบุตรยากขึ้น รัฐบาลหลายประเทศส่งเสริมให้ประชากรมีบุตร แก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ หนุนตลาด “Fertility Tourism” การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก เติบโตในไทยต่อเนื่อง รับเทรนด์ตลาด IVF ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2563-2570 ขยายตัวดีเฉลี่ยกว่า 16% ต่อปี
เมื่อเทรนด์ทั่วโลกแต่งงานกันช้าลง โอกาสมีบุตรยากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลหลายประเทศออกนโยบายส่งเสริมให้ประชากรมีบุตรเพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ ขณะที่คนไทยบางส่วนมองว่าการมีบุตรคือการเพิ่มภาระในภาวะเศรษฐกิจไทยโตต่ำรั้งท้ายอาเซียน ทำให้คนไทยคิดเยอะอีกขั้น
นับเป็นโอกาสและความท้าทายของ บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ IVF ผู้นำศูนย์รักษาภาวะผู้มีบุตรยากแบบครบวงจรระดับพรีเมียมของเอเชีย ในการวางกลยุทธ์เดินหน้าขยายธุรกิจ หลังจากก่อตั้งเมื่อปี 2561 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2567
โดยปัจจุบันศูนย์รักษาภาวะผู้มีบุตรยากในไทยมีทั้งหมด 117 แห่ง เฉพาะที่เปิดให้บริการแบบคลินิกเฉพาะทางมี 88 แห่ง ส่วนศูนย์ฯ IVF ในโรงพยาบาลทั่วประเทศมีไม่เกิน 5% และส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ในไทยยังมีข้อจำกัดของจำนวนแพทย์เฉพาะทางที่เรียนจบด้าน IVF มีแค่ 15 คนต่อปีเท่านั้น
ขณะที่ผ่านมาการบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยกว่า 7,500 ล้านบาทต่อปี ด้านคาดการณ์ภาพรวมตลาด IVF ทั่วโลกตั้งแต่ปี 2563-2570 เติบโตเฉลี่ย 16.4% ต่อปี เฉพาะตลาดใน "เอเชียแปซิฟิก" คาดว่าจะครองส่วนแบ่งถึง 49% ในปี 2570 คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Allied Market Research ระบุถึงตัวเลขน่าสนใจ คาดการณ์ว่าตลาด “Fertility Tourism” หรือ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก จะมีมูลค่าทั่วโลกกว่า 33,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570
ชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ IVF กล่าวว่า พฤติกรรมลูกค้าตลาดการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากนิยมใช้บริการคลินิกเฉพาะทางมากกว่าไปโรงพยาบาล บริษัทจึงวางโมเดลธุรกิจคลินิก “อินสไปร์ ไอวีเอฟ” ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเพลินจิตเซ็นเตอร์ ต่างจากคลินิกอื่นที่เน้นการทำตลาดแบบชู “ด็อกเตอร์ แบรนด์” (Docter Brand) เพราะถ้าไปผูกติดกับแพทย์ผู้มีชื่อเสียง หากลาออกหรือเกษียณอายุ อาจกระทบต่อองค์กรได้ บริษัทจึงปิดจุดอ่อนด้วยการวางตำแหน่งการตลาดเป็น “ทีมแพทย์เฉพาะทาง Inspire IVF” ตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงตัวอ่อน พยาบาล ไปจนถึงทีมแพทย์ ไม่ว่ารักษากับแพทย์ท่านใดก็จะได้ผลการรักษาใกล้เคียงกัน
สำหรับลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทกว่า 80-90% มาจากต่างประเทศ โดยก่อนวิกฤติโควิด-19 ลูกค้าหลักคือชาวจีน เคยครองส่วนแบ่งเกิน 50% แต่ปัจจุบันหดตัวลงเหลือไม่เกิน 30% บริษัทจึงกระจายความหลากหลายของตลาด ดึงชาวอินเดียเข้ามาใช้บริการจนขึ้นแท่นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 40-50% จากโอกาสของตลาดที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก รองลงมาเป็นตลาดจีน และตะวันออกกลาง ประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ (GCC) ที่มีเข้ามาใช้บริการทุกวัน รวมถึงตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม)
และด้วยธุรกิจของบริษัทยืนอยู่บน “ความคาดหวัง” ของลูกค้า สามารถสร้างอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ (Success Rate) ได้สูงถึง 78-80% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไทยซึ่งอยู่ที่ 48-50% ขณะที่ในตะวันออกกลาง มีอัตราความสำเร็จ 50-60% จากตัวเลขของคลินิกบางแห่ง ส่วนภาพรวมในจีนและอินเดียมีอัตราใกล้เคียงกันที่ 30-40%
ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการทำ IVF ในไทยอยู่ที่ประมาณ 5 แสนบาท (รวมการตรวจพันธุกรรมขั้นสูง) ถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับราคาในดูไบ 7 แสนบาทต่อครั้ง (รวมการตรวจพันธุกรรมฯ) ซึ่งมีอัตราการตั้งครรภ์สำเร็จต่ำกว่า ขณะที่ค่าใช้จ่ายในจีนเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 แสนบาทต่อครั้ง
“ลูกค้าจ่าย 5 แสนบาทเฉพาะค่าทำ IVF ในไทยกว่าจะได้ลูก 1 คน เป็นหนึ่งในกลุ่มการใช้จ่ายที่มีศักยภาพสูงของตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เพราะเป็นกลุ่มที่มีความหวังในการมีลูก จึงใช้จ่ายมากกว่าปกติ มักเดินทางมาพำนักในไทย 7-14 วัน นับเป็นอีกตลาดสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว”
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง IVF ของเอเชีย จากจุดแข็งเรื่องแพทย์ที่มีประสบการณ์ ห้องปฏิบัติการคุณภาพสูง ราคาที่แข่งขันได้ ระบบโรงพยาบาลเอกชน มีบริการ Hospitality ที่เข้มแข็ง การเดินทางสะดวก และมีชื่อเสียงด้าน “การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์” (Medical Tourism) ซึ่งข้อมูลของปี 2566 ระบุว่าประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนักท่องเที่ยวเข้ามารับบริการกว่า 3 ล้านคน
ชนะชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดบริษัทได้ขยายสาขาในต่างประเทศ ทำตลาด GCC ซึ่งมีกำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดสำนักงาน Referral Office ให้คำปรึกษาแก่คนไข้เบื้องต้นในพื้นที่เขตการค้าเสรีท่าอากาศยานดูไบเมื่อเดือน เม.ย. 2569 และเตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย.นี้ นับเป็น “ก้าวแรก” ก่อนหาพันธมิตรการลงทุนในดูไบ ซึ่งนโยบายของมหานครแห่งนี้คือมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของโลก
นอกเหนือจากคลินิก IVF แล้ว บริษัทเดินเกมรุกในการสร้างระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare Ecosystem) ผ่านการเข้าถือหุ้นในบริษัท อีเทอร์นิตี้ เฮลท์แคร์ 369 จำกัด หรือ ETERNITY คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมศัลยศาสตร์ยูโรวิทยาและสุขภาพเพศชายชั้นนำของไทย ในสัดส่วน 24% มูลค่าลงทุนรวมไม่เกิน 140.40 ล้านบาท ซึ่งเป็นครั้งแรกของการผสานศาสตร์ความเชี่ยวชาญร่วมระหว่าง “Fertility” (การเจริญพันธุ์) และ “Urology” (ระบบทางเดินปัสสาวะและสุขภาพชาย) ในเอเชีย เพื่อสร้างบริการแบบครบวงจร
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดให้บริการศูนย์ดูแลสุขภาพ “อินสไปร์ เวลเนส” (Inspire Wellness) ตั้งอยู่ในอาคารเพลินจิตเซ็นเตอร์ มุ่งเจาะลูกค้ากลุ่มทั่วไปที่ต้องการบริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและความงาม โดยมีกำหนดเปิดในปลายปี 2569
ชนะชัย จุลจิราภรณ์





