โดยทั่วไปแล้ว การบริหารจัดการธุรกิจขนาดย่อมมักจะให้ความสนใจไปกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นในการกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจระยะยาว หรือในการกำหนดแผนการตลาดในระยะเฉพาะหน้า
KEY POINTS
- ผลกระทบภายนอกคือต้นทุนหรือผลประโยชน์ที่ธุรกิจสร้างขึ้นต่อสังคมและชุมชนโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมีทั้งด้านบวก (เช่น การสร้างบุคลากรมีทักษะ) และด้านลบ (เช่น การก่อมลพิษ)
- เอสเอ็มอีควรนำการบริหารจัดการผลกระทบภายนอกมาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืน
- แนวทางการจัดการผลกระทบเชิงบวกคือการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และสนับสนุนชุมชน ส่วนการลดผลกระทบเชิงลบคือการให้ความรู้แก่พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- การจัดการผลกระทบภายนอกที่ดีในระยะยาวจะช่วยเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นความสามารถในการแข่งขัน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร
แต่ในทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ผลประโยชน์หรือต้นทุนที่ไม่คาดคิดของธุรกิจยังอาจเกิดขึ้นได้กับธุรกิจจากผลกระทบจากภายนอกที่ไม่ได้เกิดจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับธุรกิจก็เป็นได้
ยกตัวอย่างเช่น ผลกระทบภายนอกที่เกิดจากการที่ธุรกิจไปสร้างผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนและสังคม เช่น ปล่อยน้ำเสีย ปล่อยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ หรือทำให้เกิดเสียงดังรบกวน
หรือผลประโยชน์ทางบวก เช่น การสร้างพนักงานเก่าแก่ที่มีประสบการณ์การทำงานเฉพาะด้านสูง และสามารถถ่ายทอดไปสู่พนักงานใหม่ให้มีทักษะและความชำนาญขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
แม้กระทั่งในระดับประเทศหรือในระดับมหภาค ผลกระทบจากภายนอกจากกิจกรรมและปรากฏการณ์ต่างๆ ก็อาจลุกลามไปสร้างผลกระทบให้กับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ เช่น มวลรวมภายในประเทศ หรือที่มักเรียกกันสั้นๆ ว่า จีดีพี หรือการผลักดันนโยบายและมาตรการทางกฎหมายต่างๆ ของรัฐบาล อัตราภาษีอากร การส่งเสริม ข้อห้าม หรือการยกเลิกมาตรการที่เคยปฏิบัติกันมาเป็นประจำ
ข้อคิดสำหรับธุรกิจขนาดเอสเอ็มอีเกี่ยวกับการนำเรื่องของผลกระทบจากภายนอกมาพิจารณาร่วมกับการสร้างกลยุทธ์หรือนโยบายเพื่อการเติบโต สร้างความแข็งแกร่ง และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจของตนที่เจ้าของหรือผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอีควรเริ่มให้ความสำคัญ ทั้งในบริบทที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวก และการลดผลกระทบเชิงลบ อาจทำได้โดย...
ในส่วนของการสร้างผลกระทบเชิงบวก เช่น การให้ความสำคัญด้วยการลงทุนหรือการเพิ่มน้ำหนักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยความสมัครใจ การสร้างระบบธรรมาภิบาลธุรกิจ การช่วยเหลือชุมชนและสังคมให้เข้มแข็งด้วยการให้ความรู้ สนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ
ในส่วนของการบริหารผลกระทบเชิงลบ เช่น การสร้างความรู้และประสบการณ์ให้กับพนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในห่วงโซ่ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ซัพพลายเออร์ หน่วยราชการ สถานศึกษา ฯลฯ ในประเด็นของการยึดมั่นต่อการบริหารจัดการที่ดี รวมไปถึงการเข้าร่วมหรือการให้ความร่วมมือต่อกิจกรรมเพื่อสังคมของสมาชิกในห่วงโซ่ธุรกิจของตนเอง
จะเห็นได้ว่า ในระยะยาว การบริหารจัดการผลกระทบจากภายนอกที่ดี จะช่วยให้เอสเอ็มอีเพิ่มความสามารถในการเปลี่ยนจาก “ความเสี่ยง” มาเป็น “ความสามารถในการแข่งขัน” ผ่านความโดดเด่นในด้านการบริหารต้นทุนและภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจ ได้อย่างไม่ยากนัก!!??!!





