นายพิษณุ สุวรรณะชฎ นายกสมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรภาพ เปิดเผยถึงความสำเร็จของการจัดงาน THAILAND-MYANMAR Business Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “A New Chapter in Thailand–Myanmar Business Partnership” หรือ “บทใหม่แห่งความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจไทย-เมียนมา” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2569 ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสการเยือนประเทศไทยของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
นายพิษณุระบุว่า เวทีครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจไทยและเมียนมา และเป็นหนึ่งในเวทีธุรกิจระดับสูงที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศกลับมาเชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม หลังภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและข้อจำกัดด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางข้ามพรมแดนในช่วงที่ผ่านมา
งานดังกล่าวมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันทางเศรษฐกิจจากไทยและเมียนมาเข้าร่วมกว่า 700 คน ขณะที่มีสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศเข้าร่วมติดตามกว่า 200 คน สะท้อนความสนใจต่อทิศทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสองประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ผู้นำสองประเทศส่งสัญญาณ “เปิดทางธุรกิจ”
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของเวที คือการกล่าวปาฐกถาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ซึ่งร่วมส่งสัญญาณถึงความตั้งใจที่จะกระชับความสัมพันธ์และฟื้นบรรยากาศทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
สาระสำคัญอยู่ที่การใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีมายาวนานเป็นฐานต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีความสำคัญต่อการเชื่อมโยงไทย-เมียนมาเข้ากับอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน พร้อมแสดงความตั้งใจที่จะทำให้การค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศกลับมาคึกคักภายในปีนี้
ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับความพยายามของไทยในช่วงที่ผ่านมาในการกลับมาใช้แนวทาง “การมีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์” กับเมียนมา โดยรัฐบาลไทยระบุว่าความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าชายแดน และปัญหาข้ามพรมแดน ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
ไทยยังเป็น “หุ้นส่วนเศรษฐกิจสำคัญ” ของเมียนมา
ปัจจุบันเมียนมาเป็นคู่ค้าต่างประเทศของไทยอันดับที่ 22 และอันดับที่ 7 ในอาเซียน ขณะที่ไทยถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางการค้าและการลงทุนรายสำคัญของเมียนมา
ข้อมูลที่สมาคมไทย-พม่าเพื่อมิตรภาพนำเสนอระบุว่า ไทยเป็นผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับ 3 ในเมียนมา มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 152,122 ล้านบาท ครอบคลุมโครงการลงทุนมากกว่า 100 โครงการ ในสาขาพลังงาน เกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน การค้าระหว่างสองประเทศยังมีฐานสำคัญจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและสินค้าเกษตรจากเมียนมา ขณะที่เมียนมานำเข้าสินค้าอุตสาหกรรม เครื่องจักร และสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย
อย่างไรก็ตาม โอกาสทางธุรกิจดังกล่าวยังต้องเดินควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากภาคธุรกิจเมียนมายังคงเผชิญความผันผวนด้านการเมือง ระบบการเงิน ค่าเงิน กฎระเบียบการนำเข้า และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องประเมินก่อนตัดสินใจลงทุน
“เปิดด่าน” คือโจทย์ใหญ่ของการฟื้นการค้า
หนึ่งในสัญญาณบวกที่ภาคธุรกิจจับตามอง คือการกลับมาเปิดเส้นทางการค้าบริเวณ แม่สอด-เมียวดี หลังด่านฝั่งเมียนมาปิดไปเป็นเวลานาน โดยด่าน Myawaddy Bridge 2 กลับมาเปิดการขนส่งสินค้าและเริ่มออกใบอนุญาตนำเข้าสินค้าจากไทยอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569
ก่อนหน้านี้เมียนมาอนุมัติใบอนุญาตนำเข้าสินค้าจากไทยมูลค่าราว 620 ล้านบาท ขณะที่สินค้าส่งออกจากเมียนมายังไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร การเปิดเส้นทางดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อการลดต้นทุนโลจิสติกส์และช่วยฟื้นการค้าชายแดน (nationthailand )
แต่โจทย์สำคัญยังอยู่ที่กระบวนการอนุมัติใบอนุญาตนำเข้าและข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศของเมียนมา ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการเคลื่อนย้ายสินค้า ดังนั้น สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นจึงไม่ใช่เพียงการเปิดด่าน แต่รวมถึง กฎระเบียบที่ชัดเจน ขั้นตอนที่รวดเร็ว และระบบการชำระเงินที่เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศ
นักลงทุนแห่ฟัง “โอกาสจริง” มากกว่าข้อมูลเชิงนโยบาย
สำหรับบรรยากาศภายในงาน นายพิษณุกล่าวว่า เวทีเสวนาต่างๆ ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจไทยและเมียนมาอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเวที “โอกาสทางธุรกิจในเมียนมา” และ “คลินิกธุรกิจสำหรับนักลงทุนที่มีศักยภาพและสนใจทำธุรกิจในเมียนมา” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเต็มห้อง
สิ่งที่นักธุรกิจให้ความสนใจอย่างมาก คือการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ “สภาพจริง” ของการทำธุรกิจในเมียนมา ณ ปัจจุบัน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะลงทุนในสาขาใด ลงทุนในรูปแบบใด และต้องบริหารความเสี่ยงอย่างไร
นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 เวทีสำคัญ ได้แก่
- การสร้างสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่พร้อมสู่อนาคต เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืนและประสบความสำเร็จในเมียนมา
- มุมมองใหม่ต่อการเชื่อมโยงไทยและเมียนมา : จากสิ่งที่ดำรงอยู่ มุ่งสู่โอกาสในอนาคต”
- ปลดล็อกพรมแดนใหม่ของหุ้นส่วนทางธุรกิจไทย-เมียนมา : ธุรกิจใหม่ โอกาสใหม่ และการเติบโตใหม่”
ทั้ง 3 เวทีเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากไทยและเมียนมาแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์โดยตรง โดยเฉพาะประเด็นกฎระเบียบ การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และธุรกิจรูปแบบใหม่ที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต
จาก “เวทีเสวนา” สู่ “โต๊ะเจรจา”
อีกประเด็นที่สะท้อนความต้องการของภาคธุรกิจอย่างชัดเจน คือการพบปะระหว่างนักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา กับนักธุรกิจเมียนมาที่สนใจลงทุนหรือขยายธุรกิจในไทย
นายพิษณุกล่าวว่า นักธุรกิจจำนวนมากแสดงความยินดีที่มีการจัดเวทีลักษณะนี้อีกครั้ง เนื่องจากไม่ได้มีเวทีธุรกิจไทย-เมียนมาในระดับดังกล่าวมาระยะหนึ่ง การกลับมาเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกัน จึงช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์จริง และใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้แม่นยำขึ้น
ที่สำคัญ มีนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยใช้โอกาสจากงานครั้งนี้เพื่อนัดหมายเจรจาธุรกิจกันโดยตรง สะท้อนว่าโจทย์ของภาคเอกชนในเวลานี้ไม่ได้ต้องการเพียง “นโยบายที่ดี” แต่ต้องการ ช่องทางเชื่อมต่อทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับไทย การรักษาความเชื่อมโยงกับเมียนมายังมีความสำคัญมากกว่ามิติการค้า เพราะพื้นที่ชายแดนเป็นจุดเชื่อมโยงทั้งด้านโลจิสติกส์ พลังงาน แรงงาน และความมั่นคง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์มองว่าไทยมีศักยภาพที่จะทำหน้าที่เป็น “front-line state” หรือประเทศแนวหน้าที่ช่วยเชื่อมโยงเมียนมากับอาเซียนและสนับสนุนความพยายามด้านการทูตในภูมิภาคได้ (IISS )
“บทใหม่” จะไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการปลดล็อกอุปสรรค
นายพิษณุกล่าวว่า ความสำเร็จของ THAILAND-MYANMAR Business Forum 2026 เกิดจากความร่วมมือของหลายองค์กร ได้แก่ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสหภาพเมียนมา (UMFCCI) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย ศูนย์ Casean สมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา (TBAM) ตลอดจนหน่วยงานพันธมิตรและผู้สนับสนุนจากทั้งสองประเทศ
เขากล่าวขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่ร่วมกล่าวปาฐกถาและสนับสนุนเวทีดังกล่าว
ภาพที่เกิดขึ้นจากเวทีครั้งนี้จึงอาจไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของงานธุรกิจ แต่ยังเป็นสัญญาณว่า ภาคเอกชนไทยและเมียนมากำลังพยายามหาทางกลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง
โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่ว่า “บทใหม่” ของหุ้นส่วนทางธุรกิจจะสามารถเปลี่ยนจากเวทีพูดคุยไปสู่การลงทุน การค้าชายแดน และโครงการร่วมที่เป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการแก้ปัญหากฎระเบียบ การเปิดเส้นทางคมนาคม การชำระเงิน และความแน่นอนของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
หากสามารถปลดล็อกปัจจัยเหล่านี้ได้ เวทีธุรกิจไทย-เมียนมาอาจไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่สามารถกลายเป็น กลไกฟื้นความเชื่อมั่นและเปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เมียนมาในระยะใหม่ ได้อย่างแท้จริง



