รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์สถานการณ์ไทย-เมียนมาว่า การที่ประเทศไทยมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาในครั้งนี้ เปรียบเสมือน “เกมวัดใจ” บนหลักประกันที่ยังไม่แข็งแรง เพราะการดำเนินนโยบายในลักษณะดังกล่าวของไทยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลเมียนมาว่า ไทยเป็นมิตร เป็นประเทศที่พึ่งพาได้ และจะไม่หักหลัง
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องการพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเป็นมิตรกับเมียนมาในทุกมิติ แม้ต้องแบกรับข้อวิจารณ์หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศ ดังนั้น รัฐบาลเมียนมาเองก็จำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า หลังจากนี้สามารถดำเนินการในทิศทางที่สอดคล้องกับสิ่งที่ไทยคาดหวังได้มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ไทยจะสามารถคาดหวังการดำเนินงานจากรัฐบาลทหารเมียนมาได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากพิจารณาจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ไขได้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการเปิดทางให้เมียนมากลับเข้าสู่อาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ หรือกระบวนการสันติภาพภายในประเทศ
ที่ผ่านมา พัฒนาการทางการเมืองของเมียนมาพิสูจน์ให้เห็นว่า การเมืองภายในประเทศมีการควบคุมตัวเองมาโดยตลอด ขณะที่ปัจจัยภายนอกแทบไม่มีอิทธิพลมากพอที่จะขับเคลื่อนกระบวนการทางการเมืองภายในเมียนมาได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบมายังประเทศไทย และถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ มองว่า ประเด็นที่มีโอกาสแก้ไขร่วมกันได้มากที่สุดคือ การจัดการปัญหาสแกมเมอร์ เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างได้รับผลกระทบ และมีความร่วมมือในเรื่องนี้อยู่แล้ว
ส่วน การค้าชายแดน ก็น่าจะเป็นอีกประเด็นที่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากเมื่อมีข้อตกลงระหว่างกันมากขึ้น ก็เริ่มเห็นแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนไทยที่ต้องการให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
แต่หากเป็นประเด็น ความรุนแรงภายในเมียนมา หรือปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน คงไม่สามารถคาดหวังได้ว่าจะได้รับการแก้ไขในระยะเวลาอันใกล้ เพราะยังมีเงื่อนไขหลายด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะปัญหาชนกลุ่มน้อย ซึ่งหากกระบวนการสันติภาพยังไม่เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
จังหวะไทยเหมาะรุกสัมพันธ์เมียนมา
อย่างไรก็ตาม หากมองในเรื่อง “จังหวะเวลา” ถือเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างเหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ
ประการแรก ประเทศไทยกำลังจะเป็นประธานและเจ้าภาพอาเซียนในปี 2571 ดังนั้น หากในช่วงเวลานี้ไทยสามารถเข้าไปช่วยประสานงานด้านกระบวนการสันติภาพ และช่วยผลักดันให้เมียนมากลับเข้าสู่การมีส่วนร่วมในอาเซียนได้อย่างเต็มตัว ก็อาจส่งผลดีต่อบทบาทของประเทศไทยในภูมิภาค
ประการที่สอง พล.อ.มิน ออง หล่าย เพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แม้จะยังไม่มีความชอบธรรมอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีสัญญาณว่าเขายังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจสำคัญอีก 2 ประเทศ คือ จีนและอินเดีย ปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นแรงส่งให้ไทยต้องหาทางรักษาความเกี่ยวพันกับเมียนมาเอาไว้ในบางระดับ
รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวต่อว่า แน่นอนว่าในอีกด้านหนึ่ง การที่ประเทศไทยเชิญ พล.อ.มิน ออง หล่าย มาเยือน และให้การต้อนรับในระดับสูงสุด ในทางพฤตินัยย่อมถูกมองว่าเป็นการแสดงออกถึงการยอมรับการมีอยู่ของรัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของ พล.อ.มิน ออง หล่าย แม้รัฐบาลไทยจะยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าไทยให้การรับรองความชอบธรรมของรัฐบาลเมียนมาก็ตาม
สิ่งที่ตามมาคือ ไทยย่อมต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ในการแสดงมิตรไมตรีกับผู้นำประเทศที่ยังเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ ถูกคว่ำบาตร และยังมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ หรือทิศทางนโยบายต่างประเทศของไทยมากนัก เพราะเมื่อพิจารณาในมิติประวัติศาสตร์ ไทยมีปัญหาและถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมามาโดยตลอด
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งแรก เพียงแต่ครั้งล่าสุด ประชาคมระหว่างประเทศให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมียนมาตั้งแต่ปี 2564 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและลึกซึ้งต่อประชาชนเมียนมาในหลากหลายมิติ และสถานการณ์ดังกล่าวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น
“ข้อวิพากษ์วิจารณ์จะถาโถมสู่ประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าไทยไม่เคยเจอ เพราะครั้งหนึ่งหลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1988 และการล้มการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1990 ไทยก็ยังยึดมั่นในแนวนโยบายเกี่ยวพันอย่างสร้างสรรค์กับรัฐบาลทหารเมียนมาในขณะนั้น และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเมียนมา ก็กลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุที่ไทยยังคงใช้นโยบายเชิงบวกกับรัฐบาลทหารเมียนมา” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าว
ความเสี่ยงการเมือง อาจลามถึงการค้า
ทั้งนี้ สิ่งที่อาจกลายเป็นผลกระทบต่อประเทศไทยในระยะต่อไป คือ หากไทยเพิ่มการค้าการลงทุนกับเมียนมามากขึ้น แต่ต่อมามีการพิสูจน์ทราบ และออกหมายจับ พล.อ.มิน ออง หล่าย ในคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และสถานการณ์นำไปสู่การคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยได้ โดยเฉพาะการค้าการลงทุนของไทยที่เชื่อมโยงผ่านเมียนมา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการระหว่างประเทศ
รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวอีกว่า เมื่อประเทศไทยเลือกแล้วที่จะดำเนินนโยบายเปิดกว้างกับรัฐบาลทหารเมียนมา ภายใต้การนำของ พล.อ.มิน ออง หล่าย หลังจากนี้ไทยจำเป็นต้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ แต่ต้องมีความชัดเจนด้วยว่า ประเทศไทยต้องการให้เมียนมาดำเนินการอะไร
ไทยควรกำหนดข้อเรียกร้องให้ชัดเจน ทั้งเรื่องการเมืองภายในประเทศ ปัญหาข้ามพรมแดน และกระบวนการสันติภาพ โดยต้องมีพัฒนาการที่สามารถมองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม และสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจของเมียนมาในการฟื้นฟูกระบวนการสันติภาพภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ไทยเองควรสร้างกระบวนการที่จับต้องได้ในการเข้าไปมีบทบาทไกล่เกลี่ย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดพื้นที่สำหรับการเจรจา การพูดคุย และการประนีประนอมทางการเมืองภายในเมียนมา ซึ่งไทยมีประสบการณ์ดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการในลักษณะนี้มาแล้วตั้งแต่อดีต
อีกด้านหนึ่ง ไทยสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมกับประเทศที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับเมียนมา โดยเฉพาะจีนและอินเดีย เพื่อสร้างแรงสนับสนุนต่อกระบวนการพูดคุยและสันติภาพ
ถ้าประเทศไทยคิดว่าจะเผชิญกับต้นทุนทางการเมืองโดยการ Engage กับเมียนมา ก็ต้องชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร และควรจะมี Red line หรือเงื่อนไขว่าการดำเนินการ ถ้าถึงจุดหนึ่งแล้วเมียนมาพิสูจน์ทราบว่าการดำเนินนโยบายฉันมิตรไม่ได้นำมาซึ่งประโยชน์ที่ดี หรือความเปลี่ยนแปลงภายในเมียนมา ไทยก็ควรจะประเมินการดำเนินนโยบายต่อเมียนมา
“ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งประชาคมภายในประเทศและต่างประเทศต้องการเห็น ไม่ใช่เปิดความสัมพันธ์แล้วปล่อยให้การดำเนินสันติภาพอยู่ในความพอใจของเมียนมาฝ่ายเดียว” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าว



