วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ทายาทรุ่น 2 ‘MK’ ขอเป็น ‘นกฟีนิกซ์เกิดใหม่’ ยึดคำพ่อสอน ซื่อสัตย์กับลูกค้า-ต้องกินเองได้ทุกวัน

แม้ตลาดร้านอาหารจะขึ้นชื่อว่า แข่งขันดุเดือด รุนแรง มีผู้เล่นหน้าเก่าและหน้าใหม่เข้าออกอยู่ตลอดเวลา แต่ลึกลงไปใต้ร่มธุรกิจมูลค่า 6 แสนกว่าล้านนี้ “สุกี้หม้อไฟ” คือตลาดที่มีการเปิดหน้าแข่งขันรุนแรงที่สุดในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ว่าได้ ลากยาวตั้งแต่การมาถึงของกระแสหมาล่าหม้อไฟ หมาล่าสายพาน จนมาถึง “Budget Suki” หรือร้านสุกี้ราคาย่อมเยา โดยมีสุกี้หน้าใหม่เข้ามาปักธงขายสุกี้บุฟเฟ่ต์ในราคา 199 บาท เติบโตจนกลายเป็น “รายใหญ่” ใกล้จะทัดเทียมเจ้าตลาดที่อยู่มานาน 40 ปี

การมาถึงของผู้เล่นหน้าใหม่ที่สร้างความโดดเด่นจนกลายเป็น “ว่าที่สุกี้หมื่นล้าน” ไม่ได้ส่องสปอตไลต์ไปที่แบรนด์ดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังนำมาสู่การตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของ “เจ้าตลาด” ที่หลายคนมองว่า เหมือนยักษ์หลับ ขยับช้า จนหน้าใหม่ใกล้แซงหน้าเต็มที

ทว่า ผ่านไปเพียงไม่นานยักษ์ตัวนี้ก็ถูกปลุกให้ตื่น พร้อมเดินเกมด้วยกลเม็ดเด็ดพรายอีกหลายอย่าง ทั้งการทำบุฟเฟ่ต์พร้อมกัน 301 สาขาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมถึงตัดสินใจเปิดแบรนด์ใหม่ที่ชนกับหน้าใหม่ตรงๆ ในนาม “โบนัสสุกี้” จนถึงตอนนี้ “โบนัสสุกี้” (Bonus Suki) เปิดมา 1 ปี มี 38 สาขา พร้อมกับไต่อันดับขึ้นเป็นแบรนด์ Top 3 ในเครือเรียบร้อย

ทายาทรุ่น 2 ‘MK’ ขอเป็น ‘นกฟีนิกซ์เกิดใหม่’ ยึดคำพ่อสอน ซื่อสัตย์กับลูกค้า-ต้องกินเองได้ทุกวัน

กว่าจะมาถึง “โบนัสสุกี้” ถ้าทำแล้วเป็นแค่ “แฝดคนที่ 3” คงไม่ทำ

“บุ๊ค-ทานตะวัน” ลูกสาวคนโตของ “ฤทธิ์ ธีระโกเมน” ผู้ให้กำเนิดสุกี้หม้อไฟ MK และถาดอาหารคอนโดแดง เริ่มต้นเล่าถึงเส้นทางการรับช่วงต่อ โดยระบุว่า เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ได้ราวๆ 1 ปี 6 เดือน แต่เข้ามาทำงานกับคุณพ่อนานกว่า 14 ปีแล้ว ภาพของตลาดสุกี้ในรอบ 14 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงชัดเจนตั้งแต่โควิด-19 จบลง กำลังซื้อหาย พฤติกรรมคนกินเปลี่ยนเร็ว ช่องทางการขายเปลี่ยน 

แต่ในบรรดาความเปลี่ยนแปลงหลังโรคระบาดใหญ่ ปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ชัดเจนที่สุด ท่ามกลางสมรภูมิ “สงครามสุกี้” ที่ผัดกันอัดโปรโมชันแทบจะรายวัน “บุ๊ค” บอกว่า ที่เห็นว่าคึกคักเพราะมีผู้เล่นหลายราย ในตลาด “Budget Suki” ทำโปรโมชันกันค่อนข้างเยอะ “MK Group” ก็เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหน้าเก่ารายใหม่ภายใต้แบรนด์ “โบนัสสุกี้” ได้ครบ 1 ปีพอดี 

ถามว่า อะไรทำให้เครือใหญ่เจ้าตลาดตัดสินใจปั้นแบรนด์ใหม่ “บุ๊ค” บอกว่า เพราะมองเห็นและศึกษามาอย่างดีแล้วว่า ตลาดมีศักยภาพอยู่จริง ยังมีอีกหลายส่วนที่ MK เข้าไปเติมเต็มได้แม้จะมีผู้เล่นที่แข็งแรงอยู่แล้วก็ตาม แต่ด้วยประสบการณ์และมาตรฐานที่ทำมาหลายสิบปี จึงเชื่อว่า สามารถวางมาตรฐานของตลาดขึ้นมาใหม่ได้ เป็น “Budget Buffet” แต่คุณค่าบางอย่างที่เคยทำกับ MK ก็ไม่จำเป็นต้องละทิ้ง ดึงมาใช้ภายใต้ราคาที่เข้าถึงง่ายได้เช่นกัน

ทายาทรุ่น 2 ‘MK’ ขอเป็น ‘นกฟีนิกซ์เกิดใหม่’ ยึดคำพ่อสอน ซื่อสัตย์กับลูกค้า-ต้องกินเองได้ทุกวัน

-บุ๊ค-ทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่เอ็มเคกรุ๊ป และทายาทรุ่นที่ 2-

“บุ๊ค” ยอมรับว่า การแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดสุกี้หม้อไฟ ทำให้ “MK” หลุดออกจาก “Comfort Zone” ถ้าไม่มีการแข่งขันก็ไม่เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ กลายเป็นทุกคนกระตือรือร้นที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ให้ตลาด สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือผู้บริโภค มูฟเมนต์ตลาดเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้การแข่งขันที่ผ่านมาจะรุนแรงแต่ก็ไม่ได้มากเกินไปนัก และเชื่อว่า สุดท้ายทุกคนจะรู้ลิมิตตัวเอง เดือดมากไปก็อยู่ไม่ได้ เพราะร้านอาหารมีต้นทุนแฝงมากมายเหลือเกิน ต้องหาบาลานซ์ให้เจอ

“ศึกษามานานเพราะเป็นธุรกิจที่ใกล้เคียงกับเรา หลายคนถามตลอดว่า ทำไม MK ไม่ทำสักที ตอนนั้นอาจจะไม่ใช่จังหวะของเรา ก่อนจะทำดูหลายปัจจัยมาก ตลาดมีจริงรึเปล่า ยั่งยืนรึเปล่าในโมเดลแบบนี้ ยังไม่สายเกินไปที่จะเข้ามา เราเห็น Room to Improvement ดูผู้บริโภคเป็นหลัก เขามองหาอะไรในตลาด 276 บาท เรื่องพวกนี้เก็บมาเป็น Requirement ทั้งหมด อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรทำไปแล้วจะอิมแพคกับประสบการณ์ พวกนี้เรานำมาปรับใช้ในโบนัสสุกี้ทั้งหมด”

หลังจากสยายปีก “โบนัสสุกี้” ครบ 1 ปีเต็ม “บุ๊ค” เล่าว่า ฟีดแบ็กดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน ลูกค้าหลายคนบอกว่า ที่ร้านเสิร์ฟอาหารหลากหลาย บริการดี สะอาด นั่นเป็นเพราะนำมาตรฐานการบริการแบบเดียวกับ “MK” มาใช้ ประเมินแล้วว่า อะไรดึงไปเติมให้กับ “โบนัสสุกี้” ได้บ้าง ซึ่งการบริการเป็นจุดแข็งของเครือมาโดยตลอด “ถ้าเข้ามาแล้วเป็นแค่แฝดคนที่ 3 หรือ คนที่ 4 เราก็คงไม่ทำ เพราะก็รู้ว่า ไม่ได้มีจุดเด่นอะไรที่จะเพิ่มขึ้นมา” บุ๊ค บอก

ยกตัวอย่างเช่น “เนื้อออสเตรเลีย” เป็นวัตถุดิบที่ลูกค้าพูดถึงมากที่สุด ระบุว่า คุ้มค่า คุ้มราคา จ่ายราคาบุฟเฟ่ต์ 276 บาท แล้วได้เนื้อคุณภาพเท่านี้ ที่ขาดไม่ได้ คือ “บาร์ตักอาหาร” บุ๊คบอกว่า ลูกค้าบางคนเข้ามาที่ร้านไม่ได้กินหม้อไฟเลยด้วยซ้ำ แต่มาเพราะอยากกินสลัชชี่ ไก่ทอด ซาลาเปา ฯลฯ บาร์ตักอาหารเป็นที่รักของลูกค้ามาก ทางร้านเองก็พยายามบริหารจัดการให้น่าทานและอร่อยจริงๆ

ทายาทรุ่น 2 ‘MK’ ขอเป็น ‘นกฟีนิกซ์เกิดใหม่’ ยึดคำพ่อสอน ซื่อสัตย์กับลูกค้า-ต้องกินเองได้ทุกวัน -ของทอดในร้านโบนัสสุกี้-

ทำ “MK Buffet” แท้จริงเป็นไอเดียคุณพ่อ กำไรลดแต่ลูกค้าก็มาบ่อยขึ้น

นอกจากการทำโบนัสสุกี้ “MK Buffet” ก็เป็นอีกหมุดหมายใหม่ในรุ่นของบุ๊ค แม้จะเคยทำมาก่อนหน้ากับบางสาขา แต่ครั้งนี้ถือเป็นการทำบุฟเฟ่ต์แบบถาวรพร้อมเพรียงกัน 301 สาขาทั่วประเทศ “บุ๊ค” ระบุว่า จุดตัดที่ทำให้คิดทำบุฟเฟ่ต์จริงจังมาจากการทดลองเรื่อยๆ ก่อนหน้านั้น เคยทำโปรโมชันบุฟเฟ่ต์เฉพาะหมวดมาแล้วบ้าง อาทิ หมูมาราธอน ซีฟู้ดมาราธอน จึงเห็นว่า การบริหารจัดการต้นทุนไปต่อได้ ทราฟิกลูกค้าก็ค่อนข้างดี ถ้าอย่างนั้นลองทำบุฟเฟ่ต์เต็มรูปแบบเลยดีกว่า เพราะก็อยากให้คนตัดสินใจมากินได้ง่ายขึ้น

“MK Buffet” มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกร้านอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่หลายคนมองการมากิน MK เฉพาะโอกาสพิเศษ วันเกิด วันครบรอบ วันพ่อหรือวันแม่ ทายาทรุ่นที่ 2 อยากให้ลูกค้านึกถึง MK ได้ทุกวัน การเพิ่มความถี่และดึงคนมากินบ่อยขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้บุฟเฟ่ต์ถือกำเนิดขึ้น ประกอบกับการแข่งขันที่ต้องยอมรับว่า “MK” ไม่ได้แข่งกับสุกี้หม้อไฟอย่างเดียว จะร้านอาหารแบบไหนก็เป็นคู่แข่งทั้งหมด เพราะสุดท้ายลูกค้าจะตัดสินใจเลือกเพียง 1 ร้าน

ทั้งนี้ “บุ๊ค” ขยายความเรื่องการบริหารจัดการต้นทุน ระบุว่า ไม่ได้เพิ่มความยากในการทำงาน เพียงแต่มีปริมาณวัตถุดิบที่ต้องจัดการเยอะกว่าเดิม ในทางกลับกันสเกลบุฟเฟ่ต์ช่วยให้การซื้อขายกับซัพพลายเออร์มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะร้านต้องซื้อจำนวนเยอะขึ้น ใหญ่ขึ้น มี “โบนัสสุกี้” เข้ามาอีก ยิ่งทำให้ “Economy of Scale” ดีขึ้นด้วย

“เรื่องทำบุฟเฟ่ต์คุยกับคุณพ่อตลอด จริงๆ เรื่องบุฟเฟ่ต์มีมาตั้งแต่สมัยก่อนยุค Budget Buffet เป็นโมเดลที่เราดูมาตลอด MK Gold ก็เคยมี MK เองก็มีที่เป็นบุฟเฟ่ต์เหมือนกัน แต่อาจจะไม่ใช่ทำแบบ Budget Buffet ลงมาถึงราคา 299 บาท คุณพ่อไม่ได้ว่าอะไรกับการตัดสินใจครั้งนี้ คิดว่ามาถกกันมากกว่า จริงๆ ตัวแกเองเป็นคนอยากทำด้วยซ้ำ บอกว่า เราไม่ลองบุฟเฟ่ต์บ้างเหรอ ที่นี่เปิดกว้างมาก อยากทำอะไรก็ลอง”

ทายาทรุ่น 2 ‘MK’ ขอเป็น ‘นกฟีนิกซ์เกิดใหม่’ ยึดคำพ่อสอน ซื่อสัตย์กับลูกค้า-ต้องกินเองได้ทุกวัน

พ่อเหนื่อยสร้าง ลูกเหนื่อยแข่งขันรุนแรง “ทำแล้วต้องกล้าให้ครอบครัวกิน” คำสอนพ่อ

ในยุคที่ “บุ๊ค” และ “ธีร์ ธีระโกเมน” ผู้เป็นน้องชายเข้ามาสานต่อกิจการ ต้องยอมรับว่า ยากและท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงกว่ารุ่นก่อน ถึงอย่างนั้น “บุ๊ค” ก็มองว่า มีความยากคนละแบบ ในรุ่นคุณพ่ออาจจะไม่ได้พร้อมแบบทุกวันนี้ เริ่มต้นจากศูนย์ ตั้งต้นจากการทำร้านอาหารตามสั่งมาก่อน หม้อไฟคือของใหม่ วิธีบริหารจัดการธุรกิจก็ต้องเรียนรู้ เพราะคุณพ่อเป็นวิศวกรขายเครื่องจักรมาก่อน วันหนึ่งต้องเปลี่ยนมาทำร้านอาหารก็ท้าทายหนัก และไม่ใช่แค่ร้านเดียวแต่เป็นร้านเชนที่มีสาขาก็ยิ่งเพิ่มระดับความยากไปอีกขั้น

ส่วนในรุ่นของบุ๊คมีระบบทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านพร้อมหมดแล้ว ความยากคือคู่แข่งที่เยอะขึ้น “บุ๊ค” เล่าว่า ทุกวันนี้ก็ยังปรึกษาคุณพ่อเพราะคุยกันทุกวันไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ทำงาน เติบโตมาแบบที่มองว่า “ทุกวันคือวันทำงาน” เพราะร้านอาหารก็ไม่มีวันหยุดเช่นกัน ยิ่งวันเสาร์-อาทิตย์ปัญหายิ่งเยอะ 

สำหรับคำสอนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นแรกมายังรุ่นที่ 2 “บุ๊ค” บอกว่า MK ไม่มีอะไรนอกจาก “ความซื่อสัตย์” ทำไม่ดีก็รู้สึกผิดบาปในใจ ทำแล้วต้องกินเองได้ทุกวัน ต้องกล้าให้ลูกหรือคนในครอบครัวกิน ทุกการประชุมคุณพ่อจะเน้นย้ำเรื่องนี้เสมอ ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า ต้องทำการตลาดอย่างสร้างสรรค์ จะเอาแต่ราคาแล้วทิ้งคุณภาพไม่ได้ รุ่นคุณยายที่ยังเป็นร้านอาหารตามสั่งก็ยึดถือแบบนี้ เป็นที่มาที่ภายในร้านต้องสะอาดทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน สำคัญสุดต้องบริการให้ดี เพราะลูกค้าเลือกแล้วว่า จะเอาเงินมาให้เรา กินร้านเรา ต้องทำให้ดีที่สุด

ทายาทรุ่น 2 ‘MK’ ขอเป็น ‘นกฟีนิกซ์เกิดใหม่’ ยึดคำพ่อสอน ซื่อสัตย์กับลูกค้า-ต้องกินเองได้ทุกวัน

“ปัญหาที่ปรึกษากันมีทุกวัน แกสอนแต่ไม่เคยสั่ง ตอนนี้จากสอนก็กลายเป็นช่วยกันคิด แกก็รู้ว่า ยุคสมัยไม่เหมือนเดิม ตลาดก็ไม่เหมือนเดิม แกเป็นคนเปิดกว้างมาก ถ้ามีโอกาสได้คุยก็จะรู้ว่า เป็นคนเปิดตลอดเวลา ศึกษาตลอดเวลา ยังอ่านหนังสือเยอะมากๆ ตลอดเวลา และตอนนี้ก็ติด Chat GPT อยู่ เรียนรู้ด้วยการใช้ทุกแพลตฟอร์ม เพราะฉะนั้น เขาจึงเปิดกว้างมากในการที่จะลองหลายๆ อย่าง และด้วยความเป็นวิศวกรทุกอย่างจึงมี Sandbox ซึ่งเป็นธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว”

ปัจจุบัน “ฤทธิ์ ธีระโกเมน” อายุ 76 ปีแล้ว แต่ยังเข้าออฟฟิศทุกวัน จากรุ่นคุณยายในบทบาทเชฟร้านตามสั่งของ “มาคอง คิงยี” เมื่อเจ้าของเดิมตัดสินใจย้ายทั้งครอบครัวไปตั้งรกรากที่กรุงบอสตัน ยายของบุ๊คก็ตัดสินใจนำเงินเก็บทั้งชีวิตซื้อกิจการต่อ จนมาถึงรุ่นคุณพ่อที่เปลี่ยนร้านตามสั่ง สู่สุกี้หม้อไฟตามคำขอของ “สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์” ผู้บริหารเครือเซ็นทรัลในเวลานั้น

หลัง “ยักษ์ตื่น” เชื่อลูกค้ารักมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้ปล่อยผ่าน มีแผนในใจอยู่แล้ว

ก่อนหน้าที่ “MK” จะรื้อสร้างตัวเองในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา บุ๊คบอกว่า เห็นฟีดแบ็กในโซเชียลมีเดียมาตลอด ฟีดแบ็กที่ไม่ดีก็ช่วยชี้นำว่า ธุรกิจยังต้องปรับปรุงตรงไหนเพิ่มเติมอีก ไม่เคยเก็บมาคิดว่า ลูกค้าเกลียด ยิ่งฟีดแบ็กยิ่งดี เป็น “หัวเชื้อ” นำมาทำงานต่อได้ ไม่อย่างนั้นแบรนด์ต้องขวนขวายเองด้วยซ้ำ 

หลังจากได้รับฟีดแบ็กแล้วนำมาผสมกับโปรเจกต์เดิมที่วางแผน “บุ๊ค” เชื่อว่า ลูกค้าน่าจะรัก “MK” มากขึ้นเรื่อยๆ อยากให้รับรู้ถึงความตั้งใจและหวังว่าลูกค้าจะชอบ ช่วงที่รายเล็กเข้ามาบุกตลาด-ปักธง Budget Buffet แล้วมีการเปรียบเทียบกันไปมาเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจอ ไม่อ่านความเห็นเลยก็คงไม่ใช่ จะดีหรือไม่ดีทุกอย่างเป็นข้อมูลเพื่อต่อยอดได้ทั้งหมด ทีมงานมีแผนการที่ตระเตรียมไว้ เพียงแต่ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม สินค้าที่ถูกต้อง หาเวลาที่เหมาะสมในการทำ

ทายาทรุ่น 2 ‘MK’ ขอเป็น ‘นกฟีนิกซ์เกิดใหม่’ ยึดคำพ่อสอน ซื่อสัตย์กับลูกค้า-ต้องกินเองได้ทุกวัน

“โบนัสสุกี้” คือตัวอย่างที่บุ๊คพูดถึง โดยบอกว่า ภายใต้กระบวนการที่ว่ามา “MK” ไม่ได้ปิดโอกาสในการเข้าไปพูดคุยกับแบรนด์อื่นในตลาดที่ทำได้ดีอยู่แล้ว อะไรที่ทำได้เลยทันทีเป็นเรื่องดี แต่ก็ต้องคิดให้ถี่ถ้วนถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งสินค้า ประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ ตลาด และแบรนด์นี้จะเชื่อมต่อกับแบรนด์เดิมในเครือ ก่อนหน้านี้พิจารณาทั้งซื้อแฟรนไชส์ หรือเป็นการร่วมทุนในรูปแบบ “Joint Venture” ซึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจสร้างแบรนด์เอง

ส่วนแบรนด์ที่เลือกใช้วิธีดึงเข้าพอร์ตโฟลิโอก็มีเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น “ฮิคินิคุ โตะ โคเมะ” (HIKINIKU TO COME) ร้านแฮมเบิร์กจากญี่ปุ่นที่ “MK” เป็นเจ้าแรกในการดึงร้านสเปเชียลตี้แฮมเบิร์กเข้าสร้างตลาดในไทย “บุ๊ค” รู้อยู่แล้วว่า ถ้ากระแสดีก็จะมีเบอร์ 2 และเบอร์ 3 ตามมา แต่จุดยืนของ “ฮิคินิคุ” คือความอร่อยที่ยากจะลอกเลียนแบบ ซึ่งตอนนี้ขยายไปแล้ว 4 สาขา 

ทายาทรุ่น 2 ‘MK’ ขอเป็น ‘นกฟีนิกซ์เกิดใหม่’ ยึดคำพ่อสอน ซื่อสัตย์กับลูกค้า-ต้องกินเองได้ทุกวัน -แฮมเบิร์กจากร้าน HIKINIKU TO COME ในเครือ MK Group-

เป้าปีนี้คือยืนระยะ “MK” ไม่ใช่วัยกลางคน แต่เป็น “นกฟีนิกซ์เกิดใหม่”

ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของเครือ MK Group ในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากความตั้งใจของทายาทรุ่นที่ 2 ที่หมายมั่นปั้นมืออยากพาเครือหม้อไฟไปไกลกว่าที่เคย จะทำแบบนั้นได้ต้องใช้วิชาบริหารแต่ละเซกเมนต์ให้ถูกต้อง จะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจลูกค้าได้ต้องเข้าไปตอบโจทย์หรือสร้างประโยชน์กับชีวิตผู้บริโภค ส่วนเป้าด้านรายได้ปีนี้ “บุ๊ค” บอกว่า มีตั้งไว้เหมือนกัน แต่ปีนี้ก็คาดการณ์หลายๆ อย่างค่อนข้างยาก ช่วงต้นปีกับกลางปีก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง

ฉะนั้น เป้าของปีนี้จึงไม่ได้ตั้งไว้มากมายนอกจากรักษาระดับให้เท่ากับปีก่อนหน้าก็นับว่าเก่งมากแล้ว ยอมรับ ปีนี้เป็นปีที่ร้านอาหารเหนื่อย แม้จะเหนื่อยทุกปีแต่เป็นความเหนื่อยคนละรูปแบบ ปีที่แล้วความท้าทายเป็นเรื่องคู่แข่ง ส่วนปีนี้เจอกับกำลังซื้อที่ชะลอตัว บทวิเคราะห์จากสถาบันทางการเงินก็เห็นตรงกันว่า ยังไม่มีปัจจัยบวกมากมาย คิดว่า คงยืนระยะเช่นนี้ไปอีกสักพัก ไม่เพียงร้านอาหารแต่ทุกธุรกิจคงต้องยืนระยะช่วงนี้ต่อไปให้ได้

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจซบเซา เงินในกระเป๋าผู้บริโภคน้อยลง ก็สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับตลาด Budget Buffet เป็นบางระลอก บุ๊คบอกว่า ด้วยราคาของ “โบนัสสุกี้” และทิศทางของกำลังซื้อเช่นนี้มีโอกาสส่งให้แบรนด์น้องใหม่ไปได้ดีอยู่เหมือนกัน คนอาจจะตัดสินใจง่าย และตอนนี้โบนัสสุกี้ก็เริ่มมีฐานแฟนของตัวเองแล้ว 

ทายาทรุ่น 2 ‘MK’ ขอเป็น ‘นกฟีนิกซ์เกิดใหม่’ ยึดคำพ่อสอน ซื่อสัตย์กับลูกค้า-ต้องกินเองได้ทุกวัน

เมื่อถามว่า ผ่านมา 40 ปี มอง “MK” เป็นคนแบบไหน บุ๊คมองว่า “MK” มีประวัติศาสตร์มายาวนาน จะเปรียบเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนหรือไม่ คิดว่า คงไม่ใช่ ถือเป็นคนที่ถือสั่งสมประสบการณ์มาเยอะก็แล้วกัน อาจจะเป็น “นกฟีนิกซ์เกิดใหม่” แต่เป็นนกฟีนิกซ์ที่ระลึกชาติได้ ร่างเด็กแต่เหมือนมีความรู้มาก่อน เริ่มต้นใหม่ได้ มีความคล่องตัว ไม่คิดว่าจะชราหรือแก่ลงไปเรื่อยๆ

ปัจจุบันหลังจาก “MK” รีโนเวทหลายๆ ส่วน กลุ่มลูกค้ามีความหลากหลายมากขึ้น ไม่เพียงครอบครัวใหญ่ เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ แต่ยังมี Gen Z หรือคนรุ่นใหม่เข้าร้านมากขึ้น โดยเฉพาะร้านรูปแบบบุฟเฟ่ต์ลูกค้าเด็กลงชัดเจน จากที่ก่อนหน้านี้นานๆ ครั้งจะเข้ามา ตอนนี้กลายเป็นกลุ่มที่เข้าร้านบ่อยขึ้น มากินคนเดียวก็เยอะ 

ทั้งนี้ ทายาทรุ่นที่ 2 แง้มว่า ภายในปีนี้จะได้เห็นแบรนด์ใหม่เข้ามาเสริมทัพอีก แต่ยังบอกไม่ได้ว่า เป็นแบรนด์ไหน ปั้นเองหรือมาในรูปแบบความร่วมมืออื่นๆ ระบุเพียงว่า ใกล้จะได้เห็นกันแล้ว 

ทายาทรุ่น 2 ‘MK’ ขอเป็น ‘นกฟีนิกซ์เกิดใหม่’ ยึดคำพ่อสอน ซื่อสัตย์กับลูกค้า-ต้องกินเองได้ทุกวัน

สำหรับพอร์ตโฟลิโอเครือ MK Group ปัจจุบันมีจำนวนแบรนด์และสาขา ดังนี้

  • MK 412 สาขา แบ่งออกเป็น MK Red (A la carte) 111 สาขา และ MK 299 (Hybrid Buffet) 301 สาขา
  • MK Premium Buffet: 6 สาขา
  • MK Live: 3 สาขา
  • MK Gold: 1 สาขา
  • MK Paradise: 1 สาขา
  • Yayoi: 180 สาขา
  • แหลมเจริญ ซีฟู้ด: 39 สาขา
  • Bonus Suki: 38 สาขา
  • Miyazaki Teppanyaki: 5 สาขา
  • Hikiniku To Come: 4 สาขา
  • Le Petit: 4 สาขา
  • Bizzy Box: 2 สาขา
  • Hakata: 1 สาขา
  • Le Siam: 1 สาขา
  • Multi Kitchen (รูปแบบร้านที่รวบรวมแบรนด์ในเครือไว้ด้วยกัน): 2 สาขา