วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘สุรศักดิ์’ ชี้แยก ‘กระทรวงการกีฬา’ ติดปีกวงการกีฬาไทย ดันมูลค่า Sports Economy โต

‘สุรศักดิ์’ ชี้แยก ‘กระทรวงการกีฬา’ หนุนปลดล็อกและติดปีกวงการกีฬาไทย ดันมูลค่า Sports Economy เติบโต พร้อมยกระดับวิทยาศาสตร์การกีฬาพัฒนาขีดความสามารถ ‘นักกีฬาไทย’ อย่างเป็นระบบ ลุยจัดตั้งหน่วยงานระดับชาติดูแลด้าน ‘มวยไทย’ กีฬาประจำชาติ และ ‘ต่อต้านการใช้สารต้องห้าม’

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตามที่ได้นำเสนอวาระสำคัญเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (14 ก.ค. 2569) เพื่อพิจารณาอนุมัติแนวทางการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการภาครัฐครั้งใหญ่ โดยการแยกภารกิจด้าน “การท่องเที่ยว” และ “กีฬา” ออกจากกันอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า การแยกกระทรวงในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างทางธุรการ แต่เป็นการ “ปลดล็อก” และติดปีกให้วงการกีฬาไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้โครงสร้างของ “กระทรวงการกีฬา” รูปแบบใหม่ที่จะมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุก ซึ่งแตกต่างและเข้มข้นกว่าการดำเนินงานในอดีต

โดยกระทรวงการกีฬาเตรียมผลักดันภารกิจใหม่ให้มีกลไกและหน่วยงานรองรับอย่างเป็นรูปธรรมใน 2 แกนหลักสำคัญ ได้แก่

1.การยกระดับวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งชาติ รัฐบาลจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการกีฬา มาใช้วิเคราะห์ ฟื้นฟู และพัฒนาขีดความสามารถของนักกีฬาไทยอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานสากล ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงระดับอาชีพ

และ 2.นโยบายกีฬาเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พลิกโฉมกีฬาให้เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (Sports Economy) ส่งเสริมการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาระดับโลกเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ควบคู่ไปกับการใช้กีฬาเพื่อพัฒนาสังคม ส่งเสริมการเข้าถึงกีฬาในระดับภูมิภาค และขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการกีฬาตามแนวพระราชดำริ เพื่อสร้างรากฐานด้านกีฬาให้แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับชุมชน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการประกาศจุดยืนและความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลไทยในเวทีโลก กระทรวงการกีฬาเตรียมผลักดันการจัดตั้งหน่วยงานระดับชาติเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง ได้แก่

1.หน่วยงานที่ดูแลด้าน “มวยไทย” เพื่อเป็นเสาหลักในการอนุรักษ์ พัฒนา และผลักดันมวยไทยซึ่งเป็นกีฬาประจำชาติและอัตลักษณ์อันทรงพลังของไทย ให้มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับในระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ

และ 2.หน่วยงานที่ดูแลด้าน “ต่อต้านการใช้สารต้องห้าม” เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและยกระดับวงการกีฬาไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (WADA) อย่างเข้มงวด ทำให้การแข่งขันและนักกีฬาไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างไร้ข้อกังขา

‘สุรศักดิ์’ ชี้แยก ‘กระทรวงการกีฬา’ ติดปีกวงการกีฬาไทย ดันมูลค่า Sports Economy โต

สำหรับการจัดการโครงสร้างเดิม ภารกิจด้านการท่องเที่ยวทั้งหมดจะถูกโอนไปสังกัด “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” (ประกอบด้วย กรมการท่องเที่ยว, ททท., อพท., กองทุนต่างๆ และอัตรากำลังในส่วนที่เกี่ยวข้อง) ในขณะที่ “กระทรวงการกีฬา” จะผนึกกำลังภารกิจใหม่เข้ากับหน่วยงานด้านกีฬาเดิมที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว ได้แก่ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), กรมพลศึกษา, มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และสำนักงานการกีฬาจังหวัดทั่วประเทศ

นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงความพร้อมด้านการบริหารจัดการว่า ในปีงบประมาณ 2570 กระทรวงฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวม 15,061.61 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นส่วนของงบประมาณด้านการท่องเที่ยว 9,164.51 ล้านบาท คิดเป็น 60.85% และงบประมาณด้านกีฬา 5,897.09 ล้านบาท คิดเป็น 39.15% ซึ่งเม็ดเงินเกือบ 6,000 ล้านบาทนี้จะเป็นฐานทุนสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงการกีฬาโฉมใหม่ให้สามารถเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ได้ทันที

“การดำเนินการจัดตั้งกระทรวงใหม่นี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและหารือรายละเอียดเพื่อปรับปรุงกฎหมาย การโอนทรัพย์สิน และการบริหารบุคลากร เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาวงการกีฬาไทยในระยะยาว” นายสุรศักดิ์กล่าว