วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ศรีจันทร์' ตั้งเป้าขาย 1 หมื่นล้าน สานฝันแบรนด์โลก ยกปี 69 เหนื่อยสุด เผยวิกฤติต้นทุน 'มีเงินก็ซื้อไม่ได้'

“ศรีจันทร์” ประกาศปักธงปั้นแบรนด์ไทยผงาดสู่แบรนด์ระดับโลกหรือ Global Brand ภารกิจสำคัญ จะต้องขยายตลาดให้กว้าง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนานาประเทศมากขึ้น ที่สำคัญการวัดผลลัพธ์ ตั้งเป้ายอดขาย “1 หมื่นล้านบาท”

นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีเป้าหมายในการผลักดันแบรนด์สินค้าความงามสัญชาติไทยหรือ T-Beauty ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น พร้อมปักธงจะผงาดเป็นแบรนด์ระดับโลกหรือ Global Brand ให้ได้ภายใน 10 ปี โดยมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จบันไดขั้นต้นคือ การมียอดขายแตะ 1 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ปี 2568 บริษัทสร้างยอดขายทะลุ 2,055.50 ล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโตถึง 34% หรือคิดเป็น 274.78 ล้านบาท

ปักธงสู่ Global Brand

ทั้งนี้ การบุกตลาดต่างแดน ปักธงแบรนด์ไทย “ศรีจันทร์” และ “ศศิ” ในหมุดหมายสำคัญ ได้แก่ ตลาดอาเซียน ที่เห็นศักยภาพตลาดในประเทศเวียดนาม ที่มีประชากรร้อยล้านคน เป็นคนรุ่นใหม่ มีกำลังซื้อ รวมถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เนื่องจากสภาพอากาศ ภูมิประเทศใกล้เคียงไทย อีกทั้งบริษัทมีความเข้าใจในเชิงวัฒนธรรมในฐานะประเทศเพื่อนบ้านภูมิภาคเดียวกัน

อีกหมุดหมายบนแผนที่โลกคือ การเจาะตลาด 4 ประเทศ ที่ศรีจันทร์นำสินค้าความงามไปตอบโจทย์คนรักสวย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ซึ่งแบรนด์ “ศศิ” ขายดีมาก ประเทศญี่ปุ่น ที่บุกเบิกมาหลายปี มีการผนึกพันธมิตร “บันได” เพื่อนำศรีจันทร์ไปทำกาชาปอง และการพัฒนาสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟจำหน่ายเฉพาะแดนอาทิตย์อุทัย ส่วน 2 ตลาดอยู่ในอาเซียนคือ เมียนมา ที่เพิ่งเซ็นสัญญากับพันธมิตรขยายตลาด และลาวที่ไม่เพียงมีสินค้าขายดี แต่แบรนด์เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรม การประกวดต่างๆ สร้างการรับรู้ ต่อยอดการเติบโตด้วย

ทั้งนี้ การรุกตลาดต่างประเทศ ผลตอบรับค่อนข้างดี ยอดขายมีการเติบโตสูงถึง 135% เนื่องจากฐานรายได้ยังเล็ก สัดส่วนราว 7% เท่านั้น แต่จากการทำตลาดเชิงรุก บริษัทคาดหวังเพิ่มสัดส่วนยอดขายเกินกว่า 10% ส่วนระยะยาวต้องการเห็นสัดส่วนแตะ 30-40%

ยอดขาย 1 หมื่นล้าน จะทำให้ได้ก่อน 10 ปี

“หากจะวัดบันไดความสำเร็จของการเป็นแบรนด์ระดับโลก เรามองยอดขายต้องไปถึง 1 หมื่นล้านบาท และควรจะทำให้เร็วกว่า 10 ปี”

นอกจากมีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ กลยุทธ์ที่จะสร้างแบรนด์ “ศรีจันทร์” และ “ศศิ” ให้ครองใจกลุ่มเป้าหมาย การผสานการตลาดท้องถิ่นหรือ Local Marketing สำคัญ ที่ผ่านมา จึงเห็นแบรนด์เข้าไปมีส่วนร่วม เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม อีเวนต์ต่างๆ เช่น งานวิ่งมาราธอน การประกวดนางงาม เป็นสปอนเซอร์ให้กับอินฟลูเอนเซอร์ และผู้นำทางความคิดบนโลกออนไลน์(KOL) ต่างๆ

การจำหน่ายสินค้า เดิมตลาดต่างประเทศเน้น “ออนไลน์” แต่จากนี้ไป การรุก “ออฟไลน์” ช่องทางขายหน้าร้าน ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ต่างๆ จะต้องเพิ่มมากขึ้น

ในฐานะภาคธุรกิจเดินหน้าสร้างแบรนด์ไทยให้ผงาดโลก แต่สิ่งที่เชื่อว่าเป็น “แต้มต่อ” และทำให้สินค้าไทยมีความศักดิ์สิทธิ์ ยกให้การผลิตจากไทย หรือ Made in Thailand ที่คุ้นหูในหมู่ลูกค้ามาอย่างยาวนาน จะช่วยเพิ่มพลังต่อการทำตลาดได้มากขึ้น

วิกฤติ วัดความแกร่งแผนสอง

การเดินหน้าขยายตลาด T-Beauty ของศรีจันทร์ ในปี 2569 เจอปัจจัยความไม่แน่นอนรายล้อมไม่ต่างจากธุรกิจอื่น โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง กระทบต้นทุนพุ่ง

ท่ามกลางวิกฤติ “ศรีจันทร์” มักพลิกหาโอกาส สร้างเรื่องราวความสำเร็จให้เกิดขึ้น อย่างช่วงโควิด-19 ระบาด ที่บริษัทแตกไลน์สู่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ(สกินแคร์) จากเดิมพอร์ตโฟลิโอหลักคือ กลุ่มสีสัน(เมกอัป) เช่น ลิปสติก แป้งต่างๆ เมื่อผู้บริโภคไม่ได้ออกจากบ้าน แต่งหน้าน้อยลง แต่การดูผิวพรรณเข้มข้นขึ้น จึงออกสินค้าป้อนตลาด จนกลายเป็นพอร์ตโฟลิโอสำคัญ สร้างความแข็งแกร่ง

อีกด้านบริษัทมองวิกฤติ เป็นบททดสอบ “แผนสอง” ที่รองรับการดำเนินธุรกิจภายใต้ปัจจัยเสี่ยง “แข็งแกร่ง” จริงหรือไม่ โดยเฉพาะครั้งนี้ ซัปพลายเชนระส่ำทั่วโลก ทำให้บริษัทต้องหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ เพื่อลดผลกระทบการผลิตสินค้าที่ “ต้นทุนพุ่ง” มาพร้อมความเสี่ยง “ขาดแคลน”

“ธุรกิจต้องมีแผนสองเสมอ แต่ครั้งนี้เป็นบททดสอบว่าแผนสำรองของเราแข็งแกร่งจริงไหม”

นิยามวิกฤติต้นทุน “มีเงินก็ซื้อไม่ได้”

นายรวิศ กล่าวว่า ช่วงโควิด-19 ระบาด แม้บริษัทจะปิ๊งไอเดียแตกไลน์สกินแคร์ แต่วิกฤติล็อกดาวน์ทั้งโลก รวมถึงธุรกิจ ในฐานะแม่ทัพองค์กร อยู่ในอาการ “เมาหมัด" เช่นกัน และไม่ค่อยมีแผนดำเนินธุรกิจรับความไม่แน่นอนนัก

ขณะที่วิกฤติระลอกนี้ มีมากมายทั้งสงคราม ต้นทุนสูง ราคาวัตถุดิบพุ่ง ซัปพลายเชนช็อกโลก ท่าเรือขนส่งสินค้าปิด จากที่หาแหล่งวัตถุดิบใหม่ เผื่อเส้นทางที่ 1-2 สำรองการขนส่ง และเจอต้นทุนแพงกว่าเดิม แต่เท่านั้นไม่พอ เพราะต้องหา “แผนสาม” เช่น เส้นทางขนส่งสินค้าที่ 3 ไว้ด้วย

นอกจากนี้ ยังนิยามวิกฤติครั้งนี้ “มีเงินแต่แก้ปัญหาไม่ได้” เพราะมีวัตถุดิบต่างๆ มีสินค้า แต่ “เงินกลับซื้อไม่ได้” อีกทั้งเมื่อเห็นแหล่งซัปพลายเชนอยู่ใกล้มากขึ้น ถูกตัดทอนระยะให้สั้นขึ้น การขนส่งง่ายกว่า แต่กลายเป็นต้นทุนแพงกว่าระยะไกล

ตัดสิ่งไม่จำเป็น นำพลังโฟกัสสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้

แน่นอนว่าไม่มีใครชอบวิกฤติ แต่เมื่อมาเยือน และเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ สิ่งที่บริษัททำได้คือ “ปรับตัว” หนึ่งในแผนเคลื่อนธุรกิจเวลานี้ คือ การ “ตัด” สิ่งที่เห็นว่าควรตัด ความฟุ่มเฟือยต่างๆ แม้กระทั่ง “ไอเดียสร้างสรรค์” เพื่อลองผิดลองถูก โปรเจกต์ที่น่าทำ แม้กระทั่งโปรเจกต์ลูกรัก ที่เคยตัดยาก ตอนนี้ตัดง่าย เพราะนี่ไม่ใช่เวลา

“มนุษย์ถ้าไม่เจอวิกฤติบางอย่าง จะชิลๆ แต่วิกฤติครั้งนี้ เราดูโปรเจกต์ทั้งหมด อันไหนจะทำ อยากทำ เอาไว้ก่อน โปรเจกต์ลูกรักที่บางครั้งตัดยาก ถ้าไม่จำเป็นเราตัดทิ้ง เพื่อนำทรัพยากรที่มีไปโฟกัส ติดตามสถานการณ์เพื่อรู้ข้อมูล เอาพลังไปทำสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า”

สูตรรับมือช่วงเวลาที่ “เหนื่อยมาก”

ห้วงที่ธุรกิจเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ กำลังซื้อ วาทกรรม “เผาจริง-เผาหลอก” มาเยือนทุกปี ทว่า ปี 2569 นายรวิศ ยกให้ห้วงเวลานี้คือ ช่วงที่เหนื่อยมาก โลกมีข้อเรียกร้องมากมาย แต่เหล่านั้นเป็นปัจจัยภายนอกที่คุมไม่ได้ ในฐานะ “นักบริหาร” ขอโฟกัสสิ่งที่คุมได้

“สิ่งที่จัดการไม่ได้ รู้ไว้ แต่อย่าคิดกับมันมาก”

พร้อมกันนี้ ได้ให้เทคนิคส่วนตัว เพื่อบริการจัดการ “งาน-ชีวิตตัวเอง” หากคิดอะไรไม่ออก ลองนำกระดาษ A4 มาพับครึ่ง ฝั่งซ้ายเขียนสิ่งที่ควบคุมได้ ฝั่งขวาเขียนสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ที่มีมากมาย แล้ว “ฉีกครึ่งเผาทิ้งฝั่งขวา” เก็บกระดาษที่เขียนสิ่งที่ควบคุมได้ไว้ในกระเป๋าติดตัว เมื่อไหร่เครียดให้หยิบมาดู ว่าทำสิ่งเหล่านั้นหรือยัง

“ถ้าทำฝั่งซ้ายแล้วจบ..ที่เหลือ ทำอะไรไม่ได้จริงๆ ไม่อย่างนั้นคุณจะวนกับฝั่งขวาสิ่งที่คุมไม่ได้ เสียพลังงาน ในวันที่เราถูกปกคลุมด้วยความมืด มักมีแสงสว่าง มีความหวัง”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์