หลังปิดฉากพันธมิตร 3 ทศวรรษ ระหว่าง “เนสท์เล่ (ไทย)” และตระกูลมหาเศรษฐีของเมืองไทยอย่าง “มหากิจศิริ” นำไปสู่มหากาพย์ “เนสกาแฟ” กินเวลา 2 ปี ต่างฝ่ายต่างงัดหลักฐานสู้คดี ด้าน “เนสท์เล่” เดินหน้าเรียกรัองความเป็นธรรม พร้อมยกผลกระทบ “ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศ” ที่มีต่อไทยในอนาคต
ปลายปี 2567 “เนสท์เล่” ปิดฉากการเป็นพันธมิตรกับ “มหากิจศิริ” ภายใต้บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ในฐานะผู้ผลิต “เนสกาแฟ” ในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ
จากมิตรแปผันเป็น “คู่ขัดแย้ง” เมื่อ “ตระกูลมหากิจศิริ” ได้เดินหน้าฟ้องร้อง “เนสท์เล่” หลายคดี จนถึงปัจจุบัน เช่น
-เฉลิมชัย มหากิจศิริ ได้ยื่นฟ้อง 4 นิติบุคคลในเครือเนสท์เล่ ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ กรณีกล่าวหาว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายสูงเกินจริง ภายหลังมีการถอนฟ้อง
-นายเฉลิมชัย ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยฟ้องเนสท์เล่และบริษัทในเครือ กรรมการผู้จัดการของ QCP ตลอดจนผู้บริหารของ Nestlé S.A. และบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เรียกค่าเสียหายจำนวน 1 แสนล้านบาท
-ครอบครัวมหากิจศิริ โดยนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ พร้อมด้วยนายประยุทธ มหากิจศิริ และนางสุวิมล มหากิจศิริ พยายามยื่นข้อเรียกร้องทางกฎหมายอีกคดีหนึ่งต่อ Nestlé S.A. บริษัทในเครือเนสท์เล่ในประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการของ QCP ซึ่งแต่งตั้งโดยเนสท์เล่ ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยเรียกค่าเสียหายจากการกล่าวหาว่ามีการฝ่าฝืนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอันเนื่องมาจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ ศาลมีคำสั่งยกฟ้องคดีดังกล่าวในวันเดียวกัน
-ครอบครัวมหากิจศิริ โดยนายประยุทธ มหากิจศิริ พร้อมด้วยนางสุวิมล มหากิจศิริ และนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ได้ยื่นข้อเรียกร้องทางกฎหมายอีกคดีหนึ่งต่อ Nestlé S.A. บริษัทในเครือเนสท์เล่ในประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการของ QCP ซึ่งแต่งตั้งโดยเนสท์เล่ เรียกค่าเสียหายรวม 1 แสนล้านบาท (ประมาณ 2.5 พันล้านฟรังก์สวิส) ต่อศาลแพ่งมีนบุรี โดยอ้างว่ามีการกระทำละเมิดและการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ตัวอย่างข้อกล่าวหา ได้แก่ 1.เนสท์เล่และบริษัทในเครือบังคับให้ครอบครัวมหากิจศิริขายหุ้นใน QCP ในราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และ 2.เนสท์เล่ผิดหน้าที่ตามข้อ 10.3 ของสัญญาร่วมทุน (JVA) โดยไม่ช่วยเหลือให้ QCP มีความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ) โดยคดีนี้ยังเกี่ยวข้องกับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินที่ผิดปกติ ที่มีการออกให้โดยฝ่ายเดียวโดยไม่แจ้งให้อีกฝ่ายทราบ ซึ่งคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวห้าม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผลิต จำหน่าย และนำเข้าเนสกาแฟในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพียง 8 วันหลังจากได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เนสท์เล่ได้รับคำสั่งยืนยันจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่าเป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้เครื่องหมายการค้า “Nescafé” และ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย ทำให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟตามปกติได้
ทั้งนี้ คดีดังกล่าว ได้ถูกโอนไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาข้อเรียกร้องดังกล่าว และเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลได้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองห้ามจำหน่ายชั่วคราว การสืบพยานเสร็จสิ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 และศาลกำหนดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 เป็นต้น โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา
คดีความต่างๆ ล้วนอยู่ในกระบวนการศาลยุติธรรม และล่าสุด บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ได้ออกมาชี้แจงประเด็นต่างๆ
“มีความพยายามฟ้องร้องกับบริษัท กรรมการบริษัท พนักงานที่แต่งตั้งมากมายหลายคดี แต่ที่เห็นชัดคืออีกฝ่ายยื่นฟ้องเอง และมีการถอนฟ้อง หรือไม่ศาลก็ปัดตก” เนสท์เล่(ไทย) แจกแจง
เนื่องด้วยกระบวนการพิจารณาคดีต้องใช้เวลา เพราะจากจุดเริ่มต้นพิพาทกันจนถึงปัจจุบันกินเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว สิ่งที่น่าสนใจ คือการมองล่วงหน้าในอนาคต หากเกิดกรณีที่ “เนสท์เล่ (ไทย)” ต้องแพ้คดีความ บริษัทวางแผนจะดำเนินการอย่างไร คำตอบคือ “สู้ให้ถึงที่สุด”
“หากเนสท์เล่ (ไทย) แพ้คดีในประเทศไทย จะต่อสู้อย่างถึงที่สุด”
ตลาดกาแฟในประเทศไทยถูกประเมินมูลค่าราว 6 หมื่นล้านบาท(รวมกาแฟนอกบ้าน คาเฟ่ต่างๆ) และผลิตภัณฑ์กาแฟ ถือเป็นพอร์ตโฟลิโอใหญ่สุดและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเนสท์เล่ด้วย
เมื่อสิ้นสุดการเป็นพันธมิตร สิ่งที่ “เนสท์เล่ (ไทย)” เดินหน้าในปี 2569 คือประกาศลงทุนเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เพื่อตั้งโรงงานผลิตกาแฟและขยายกำลังผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ที่นิยมอุตสาหกรรมอารยะ ซึ่งโรงงานแห่งนี้จะทำการผลิตได้ปลายปี 2571
สิ่งที่ “เนสท์เล่ (ไทย)” ย้ำ ไม่แค่การขยายการลงทุนในประเทศไทย แต่พยายามส่งสัญญาณให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรับทราบถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน รวมถึงต้องการได้รับความเป็นธรรมด้วย
“บริษัทแม้เน้นความถูกต้องเป็นสำคัญ กระบวนการยุติธรรมต่างๆ จะไม่ทำอะไรที่ผิดขั้นตอน ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เนสท์เล่ (ไทย) อยากได้ความเป็นธรรม เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุนในประเทศไทย ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่ผ่านมาเรามีการเจรจาหลายครั้ง ทั้งอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ”
ระยะเวลาเกือบ 2 ปี ผลกระทบต่อธุรกิจ บริษัทไม่สามารถแจงรายละเอียดได้ แต่ย้ำว่า ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญของ “เนสท์เล่” ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟ ที่อยู่ในอันดับต้นๆของภูมิภาค ผลิตภัณฑ์ที่เน้นทำตลาดมีหลากหลาย ทั้งกาแฟปรุงสำเร็จ กาแฟทรีอินวัน กาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม(RTD) เป็นต้น
หนึ่งในการฟ้องร้องที่น่าจับตา คือการที่ตระกูลมหากิจศิริ เรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นมูลค่าราว 1 แสนล้านบาท เมื่อสอบถาม “เนสท์เล่ (ไทย)” มีการประเมินอย่างไร การแจกแจงมีเพียง “ใช้คนละบริษัทประเมินผลกระทบ” ซึ่งมูลค่าดังกล่าว สวนทางกับขนาดตลาดกาแฟ หรือแม้กระทั่งขนาดธุรกิจของ “เนสท์เล่ (ไทย)”
ส่วน “เนสท์ (ไทย)” ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกลับทางตระกูลมหากิจศิริ ที่สำคัญมีเพียงผลกระทบจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้าม “เนสท์เล่ (ไทย)” ผลิต จำหน่าย และนำเข้า “เนสกาแฟ” ในประเทศไทยเป็นเวลา 8 วัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการรอคำตัดสินของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่กำหนดอ่านคำพิพากษาวันที่ 21 ธันวาคม 2569
ท่ามกลางข้อพิพาท สถานการณ์ของบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด อยู่ระหว่างการยกเลิกกิจการ มีการแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี ขั้นตอนต่างๆ อยู่ในกระบวนการของศาล ยังไม่สิ้นสุด หากมีคำตัดสินออกมา สิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่ายจะได้นำทรัพย์สินของตัวเองไปใช้ตามวัตถุประสงค์ต่อไป
ด้านพนักงาน
“บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ ตอนนี้ เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายทำธุรกิจด้วยกันไม่ได้แล้ว มีข้อขัดแย้ง เมื่อถึงจุดทางตัน ก็มีการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอยกเลิกกิจการ ซึ่งคดียังไม่สิ้นสุด รอให้ศาลตัดสิน”
อย่างไรก็ตาม จากข้อพิพาท 2 ปี “เนสท์เล่ (ไทย)” ย้ำว่า บริษัทมีความมั่นใจในการปฏิบัติตามสัญญาร่วมทุนภายใต้บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ จำกัด มีการดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งกระบวนการในกฎหมาย และ “นอกเกม” ทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อการดำเนินธุรกิจ และมีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศ มีคำถามถึงไทยเอื้อต่อการลงทุนหรือไม่
"เราสัญญาทำตามแนวทางการกำกับกิจการที่ดีและทำตามกฎหมาย...ขีดเส้นใต้ได้ เราพร้อมให้ร่วมมือเต็มที่ประบวนการยุติธรรม หน่วยงานทุกหน่วย เราค้าขายในระดับโลกมาเป็นร้อยปี ยังมุ่งมั่นมอบสินค้าคุณภาพสูง และพัฒนาเศรษฐกิจไทยต่อไป"





