"โอสถสภา" เร่งปรับหมากธุรกิจรับเศรษฐกิจโตต่ำ เดินหน้าบริหารพอร์ตผลิตภัณฑ์เชิงรุก เจาะผู้บริโภคทั้งเซกเมนต์แมสและพรีเมียม ควบคู่การพัฒนาสินค้าและเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ หวังรักษาฐานลูกค้า เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างการเติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น
"โอสถสภา" บริษัทไทยอายุกว่า 135 ปี ไม่ได้เป็นแค่เจ้าของ "M-150" ชื่อเครื่องดื่มชูกำลัง (Energy Drink) แบรนด์แรกๆ ที่คนไทยนึกถึง ซึ่งมาพร้อมกับสโลแกนในตำนาน "ไม่มีลิมิต ชีวิตเกินร้อย" แต่จริงๆ แล้วภาพใหญ่ของโอสถสภาคือ "Beverage Company" หรือบริษัทเครื่องดื่มที่มีโปรดักต์หลากหลายและเดินหน้าเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
นันทนา ขาวปลื้ม Chief Domestic Beverage Officer - Consumer & Category Management - Group Domestic Beverage บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ฉายภาพว่า ทุกวันนี้ผู้บริโภคมีความต้องการที่แตกต่างมากขึ้น โอสถสภาในฐานะผู้นำตลาดเครื่องดื่มจึงให้ความสำคัญกับหลักคิด ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ทำความเข้าใจลูกค้าเชิงลึกและรอบด้าน นำมาซึ่งกลยุทธ์ Multi-brand และ Multi-price Point ผลักดันการเติบโตผ่านการขยายพอร์ตโฟลิโอ ให้มีโปรดักต์หลากหลายแบรนด์ ครอบคลุมทุกช่วงราคา ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ทุกกำลังซื้อในภาวะเศรษฐกิจเผชิญความท้าทาย นี่คือแนวทางการบริหารอนาคต บริหารพอร์ตโฟลิโอ และบริหารความเสี่ยงในสไตล์โอสถสภา
"เศรษฐกิจไทยโตต่ำปีละ 1-2% หลายปีต่อเนื่อง เป็นข้อกังวลที่ทำให้เราต้องหากลยุทธ์ใหม่ นวัตกรรมใหม่ และโอกาสใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตตลอดเวลา เพราะเราไม่เคยมองว่ากลยุทธ์แบบ One Size Fits All จะเหมาะกับทุกตลาด"
ในฐานะผู้นำตลาดหมวด "เครื่องดื่มชูกำลัง" หลังจากเดินเกมทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ จับกลุ่มรากหญ้าไปจนถึงกลุ่มพนักงานบริษัท (White Collar) และเจน Z ตอบโจทย์กำลังซื้อที่หลากหลายในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ด้วยการสลัดภาพจำแบรนด์ "M-150" ฮีโร่โปรดักต์ของ โอสถสภา แม้ยังคงราคาดั้งเดิม 10 บาท "ฝาเหลือง" เพื่อรักษาฐานกลุ่มรากหญ้าเอาไว้ แต่ล่าสุด M-150 ได้ยกระดับคุณค่า อัปเกรดสูตรพรีเมียม "ฝาทอง" ราคา 12 บาท พร้อมอัดแคมเปญสะสมแต้มปลดหนี้ และปลุกพลังดนตรีจัดเต็มด้วย "M-150 เอ็มพาวเวอร์คอนเสิร์ต" ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และจ.ระยอง ทำให้สร้างอัตราการขาย (Rate of Sales) ในเดือน เม.ย. 2569 เติบโต 4.3% เทียบกับเฉลี่ย 3 เดือนก่อน (ม.ค.-มี.ค.) ส่วนอีกโปรดักต์ใหม่ภายใต้ชื่อ "M-150 Sparkling" เครื่องดื่มชูกำลังอัดก๊าซสูตรใหม่ ปรับดีไซน์ให้ดูคลีน คูล และทันสมัย จับกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่ม White Collar ที่ต้องการพลังงานและความตื่นตัวในมุมเติมความสดชื่น (Refreshment)
อีกแบรนด์คือ "ลิโพ" (Lipo) อยู่คู่คนไทยมานาน 61 ปี โดยปี 2569 เป็นปีแรกที่เริ่มปรับพอร์ตโฟลิโอ ด้วยการอัปไซส์ขนาดใหญ่ 150 มล. ราคา 15 บาทมาเพิ่ม จากวางขายขนาด 100 มล. ราคา 12 บาทอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังออกสูตรน้ำตาล 0% เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคเดิมที่เริ่มมีอายุและกังวลเรื่องสุขภาพ ประเดิมวางขายในร้าน 7-Eleven เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พบว่าผลตอบรับดีมาก
และในวันที่ใครหลายคนบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเติบโตด้วยการยกระดับคุณค่าสู่ "ตลาดพรีเมียม" จากฐานผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ เต็มใจจ่ายเมื่อโปรดักต์ตอบความต้องการ นี่คือโจทย์ใหญ่ของโอสถสภา... มุ่งรักษาฐานเดิม เพิ่มเติม ต่อยอด!
"เรามี M-150 เป็นแบรนด์อันดับ 1 ของเครื่องดื่มชูกำลังระดับ Nation Wide และมี ลิโพ เจาะตลาดพรีเมียมด้วยคุณภาพ Japanese Quality ขณะเดียวกันยังมีแบรนด์รองเจาะตลาดท้องถิ่น ได้แก่ โสมอินซัม แข็งแรงมากในภาคอีสาน และฉลาม ขายดีอันดับ 2 ในภาคใต้รองจาก M-150 โดย โอสถสภา เน้นทำการตลาดผ่านกิจกรรมดนตรีและวิถีท้องถิ่น เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนทุกเจเนอเรชัน ทุกพื้นที่ สร้างกระแส Talkability ในบทบาท Culture Shaper หรือผู้ขับเคลื่อนวัฒนธรรม"
ด้าน "ฟังก์ชันนัล ดริงก์" (Functional Drink) เครื่องดื่มตอบโจทย์คนรักสุขภาพ มีแบรนด์ "C-Vitt" เป็นหัวหอกครองส่วนแบ่งตลาด 77% มากเป็นอันดับ 1 ในหมวดวิตามินเมื่อปี 2568 และมีแนวโน้มเติบโตดีในปีนี้ หลังจากต่อยอดด้วยการออกสูตรน้ำตาล 0% และดึงพรีเซนเตอร์ 6 หนุ่มบอยแบนด์ PROXIE มาอัปพลังความสดชื่นให้กับแบรนด์
ส่วนแบรนด์ "เปปทีน" (Peptine) แม้ขนาดพอร์ตจะยังเล็ก แต่เติบโตดีแบบ Double Digit หรือมากกว่า 10% ในปีที่แล้ว หลังจากปรับลุคให้ดูทันสมัยสไตล์ Gen Z Friendly ออกหมัดฮุคตรงใจกลุ่ม Young Adult วัยเรียนวัยทำงานมากขึ้น ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ "Brain Fast Charge ชาร์จสมอง ติดสปีด" และยังขยายโอกาสการดื่มออกสูตรใหม่ช่วยเรื่องคุณภาพการนอนอีกด้วย
การปรับตัวในหลายๆ แบรนด์ของโอสถสภา สะท้อนให้เห็นว่า "องค์กรร้อยปี" แห่งนี้ขยับตัวไวในเกมเร็วที่ต้องเล่นกันยาวๆ ทั้งระบบหน้าบ้านและหลังบ้านที่มีกระบวนการ R&D และ Data-Driven Insights ฟังเสียงผู้บริโภคเพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึกและเทรนด์ในอนาคต พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาช่วยงานคน ให้เห็นภาพเร็วขึ้น ใช้เวลาในการทำงานน้อยลง โดยเฉพาะขั้นตอนรวบรวมข้อมูลดิบ (Data Crunching) แล้วเอาเวลาไปวิเคราะห์หาโอกาสว่าอะไรคือ "ก้าวต่อไป" (The Next Move) ขององค์กร ควบคู่กับความสามารถบริหารจัดการซัพพลายเชน ต้นทุนพลังงาน และวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางความผันผวนของตลาดและเศรษฐกิจโลก





