วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

พิษต้นทุน ฉุดร้านอาหารขาดทุน สงครามราคา 'ทุบรายย่อย' ล้มหาย

ธุรกิจร้านอาหารมูลค่าแสนล้านบาท ผ่านไตรมาส 1 อย่างท้าทาย เมื่อผลประกอบการ “ยักษ์ใหญ่” ฝ่าด่านการเติบโตไม่ได้ โดยเฉพาะ “กำไรสุทธิ” ที่ส่วนใหญ่ “ลดลง” เพราะผลพวงการแข่งขันรุนแรงจาก “สงครามราคา”

ภาพยักษ์ใหญ่ไตรมาส 1 อย่างบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M  มีกำไรสุทธิ 163 ล้านบาท ลดลง 70 ล้านบาท หรือลดลง 30.1% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิ 44 ล้านบาท ลดลง 4 ล้านบาท หรือ 8% บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิ 54 ล้านบาท ลดลง 17% และ สุกี้ ตี๋น้อย มีกำไรสุทธิ 170 ล้านบาท ลดลง 101 ล้านบาท หรือลดลง 37.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน 

ขณะที่บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ โอ้กะจู๋ สาหัสเพราะเผชิญภาวะ “ขาดทุน 30.4 ล้านบาท” เพิ่มขึ้นถึง 147.7% ส่วนที่ทำผลงานโดดเด่นคือ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG เพราะมีกำไรสุทธิ 232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% 

ร้านอาหารเผชิญแรงกดดันต้นทุน 

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เปิดเผยว่า สถานการณ์ของธุรกิจร้านอาหารโดยรวมในไตรมาส 1 ปี 2569 ผู้ประกอบการยังต้องบริหารธุรกิจอย่างรอบคอบ แม้หลายแบรนด์ยังสร้างยอดขายได้ต่อเนื่อง แต่การทำกำไรหรือ profitability ของอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรง และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่

พิษต้นทุน ฉุดร้านอาหารขาดทุน สงครามราคา 'ทุบรายย่อย' ล้มหาย

ทั้งนี้ เจาะลึก 3 ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อธุรกิจร้านอาหาร ประกอบด้วย  1.กำลังซื้อผู้บริโภคยังเปราะบาง ทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น 2.การแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่นรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะตลาดทั่วไปหรือแมส และ 3.ต้นทุนดำเนินงานยังอยู่ในระดับสูง ทั้งค่าแรง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค(ค่าน้ำ ค่าไฟฯ) และต้นทุนแพลตฟอร์มต่างๆ

ขณะที่สถานการณ์ต้นทุนในปัจจุบันมีความไม่แน่นอน ภาพรวมยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าสาธารณูปโภค และต้นทุนด้านการตลาด  ส่วนต้นทุนวัตถุดิบบางรายการยังมีความเสี่ยงขาขึ้นด้วย จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่เป็นตัวแปรสำคัญ ส่งต่อเนื่องถึงต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง

“กลยุทธ์ของซีอาร์จี เพื่อรับมือต้นทุน คือบริหารสต็อกล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงความผันผวนของราคา  มองหาวัตถุดิบ และแหล่งซื้อทดแทน ลดการสูญเสียหรือ Food Waste ในทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนแฝงเพิ่มขึ้น เช่น ค่าโปรโมชั่น ค่าเดลิเวอรีแพลตฟอร์ม และต้นทุนในการการรักษาฐานลูกค้า ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่รอให้ต้นทุนลด แต่คือการบริหารประสิทธิภาพทั้งซัพพลายเชน การเพิ่มประสิทธิผลของแรงงาน เป็นต้น”  

ความคุ้มค่าตอบโจทย์ทานอาหารนอกบ้าน

ขณะที่ธุรกิจย่างก้าวสู่เดือนที่ 6 ของปี 2569 แล้ว หากมองฉากทัศน์ธุรกิจร้านอาหาร 6 เดือนหรือครึ่งปีแรก ยังมีแนวโน้มการแข่งขันสูงต่อเนื่อง และผู้บริโภคจะยังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า มากขึ้น

“เราเริ่มเห็นผู้บริโภคตัดสินใจใช้จ่ายละเอียดขึ้น เช่น ลดความถี่หรือ frequency การทานอาหารนอกบ้าน เลือกแบรนด์ที่มีความคุ้มค่าหรือ value อย่างเห็นได้ชัด เลือกร้านที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ราคา และประสบการณ์ในเวลาเดียวกัน” 

สูตรสำเร็จ ทางรอดผู้ประกอบการ 

นายณัฐ กล่าวอีกว่า หากตกผลึกสูตรความสำเร็จของธุรกิจร้านอาหารปี 2569 ต้องพึ่งพาหลายตัวแปร ได้แก่ ความคุ้มค่าเงินที่จ่าย(Value for money) แบรนด์แกร่ง และโปรดักท์(เมนูอาหาร) มีความแตกต่าง การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ การสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ลูกค้าอยู่กับแบรนด์ได้นานขึ้น และใช้บริการหลายอย่างในเครือ  รวมถึงการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางธุรกิจ(Loyalty ecosystem และ data utilization) 

พิษต้นทุน ฉุดร้านอาหารขาดทุน สงครามราคา 'ทุบรายย่อย' ล้มหาย

นอกจากนี้ ผสานช่องทางการเติบโตที่หลากหลาย ไม่เพียงการรับประทานที่ฃร้าน แต่ต้องมีบริการเดลิเวอรี รวมถึงขายสินค้าปลีก(retail products)  รวมถึงการตลาด ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ใหม่ หรือรูปแบบร้านใหม่ๆที่เข้าใจความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภค และการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว 

อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 1 ซีอาร์จี สร้างผลงานเด่น โดยเฉพาะมีกำไรสุทธิเติบโตเกิดการบาลานซ์การเติบโตทั้งรายได้ และประสิทธิภาพการดำเนินงาน 

“ซีอาร์จีไม่ได้เร่งยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่บาลานซ์การเติบโตทุกมิติ  บริษัทยังให้ความสำคัญกับหลายเรื่องควบคู่กัน ทั้งการบริหารพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว การเพิ่มประสิทธิผล การดูแลต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ การพัฒนา format และช่องทางใหม่ๆ รวมถึงการบริหารธุรกิจระยะยาว มากกว่าการแข่งขันด้านราคาในระยะสั้น เพราะเราเชื่อว่าตลาดร้านอาหารวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง ใครโตเร็ว แต่เป็นเรื่อง ใครเติบโตได้อย่างยั่งยืน และรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระยะยาว”

สงครามราคา ฉุดรายย่อยล้มหายตายจาก

นายเรืองชาย สุพรรณพงศ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติองค์กร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า การแข่งขันของธุรกิจร้านอาหาร ในหมวด “Self-cooking” ทั้งต้ม-ลวก-ปิ้งย่าง ยังคงดุเดือดต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว ปัจจัยหลักเพราะมีผู้นำตลาดรายใหม่ การแข่งขันรุนแรงยังกระทบถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ทำให้รายเล็กหายไปจากตลาดจำนวนมาก คงเหลือแต่รายใหญ่ จึงต้องเร่งบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด 

“นิยาม 2 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการยืนระยะ” 

นอกจากนี้ สงครามราคา มีผลกระทบอย่างมาก แต่ผู้บริโภคมีความหิว-ท้องเท่าเดิม ตัวเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะการทานอาหารนอกบ้าน และนอกห้างค้าปลีก กระเทือนให้คนหรือทราฟฟิกลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม แม้การแข่งขันราคาเดือด แต่บริษัทไม่คิดลงเล่นในเกมสงครามราคาแน่นอน จะไม่เห็นภาพบุฟเฟ่ต์ราคาเริ่มต้น 200 บาทจากบาร์บีคิวพลาซ่าแน่นอน 

พิษต้นทุน ฉุดร้านอาหารขาดทุน สงครามราคา 'ทุบรายย่อย' ล้มหาย

ปี 69 ยากสำหรับทุกคน

“วันนี้ยากสำหรับทุกคน ตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจหรือวิกฤติน้ำมันที่ทำให้ทุกอย่างแพงขึ้น ตลาดร้านอาหารติด 1 ใน 3 อันดับแรกที่มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา จดทะเบียนเยอะสุดและปิดมากที่สุด แปลว่า การแข่งขันทุกขณะสูงตลอด แต่เราเองที่อยู่มา 39 ปี ผ่านภาวะการแข่งขันมาหลายรอบ ไม่ว่าจะหลังยุค 2540 ที่เศรษฐกิจซบเซาจนเกิดหมูกระทะนอกห้าง ยุคบุฟเฟ่ต์ ยุคแบรนด์ต่างประเทศ ยุคหมาล่า และยุคสงครามราคา วัฏจักรพวกนี้เราเจอมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้งในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา จนเราเข้าใจแล้วว่า มันผ่านมาเดี๋ยวก็ผ่านไป”

ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลัง คาดความท้าทายมีอยู่มาก โดยเฉพาะกำลังซื้อและหนี้ครัวเรือนที่ส่งผลกระทบโดยตรง 

“ภาพรวมธุรกิจร้านอาหานผ่านครึ่งทาง ปี 2569 แล้ว มองย้อนไตรมาสแรกถือว่าทำผลงานได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในรอบ 2 ปี ธุรกิจน่าจะผ่านจุดที่ยากที่สุดในการแข่งขันมาแล้ว ทว่า ปัจจัยหนี้ครัวเรือนน่าห่วง หากยังสูงต่อเนื่องจะกระทบตลาดร้านอาหารแมสทันที จึงหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐจะช่วยให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นในเร็ววัน” 

ปัจจุบันบาร์บีคิวพลาซ่า มีสาขาทั้งหมด 106 สาขา ปีนี้มีแผนเปิดเพิ่มอีก 13-15 สาขา งบลงทุนอยู่ที่ประมาณ 8-10 ล้านบาทต่อสาขา หรือรวมราว 100-120 ล้านบาท  

ขณะที่ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมกว่า 3,587 ล้านบาท ลดลง 2.72% แต่กำไรสุทธิกว่า 129 ล้านบาท ลดลง 47.40% 

เศรษฐกิจชะลอ เพิ่มคู่แข่งในตลาด

ด้านนางสาวทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และนายธีร์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากเศรษกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารมีผู้เล่นหรือคู่แข่งเข้ามาในตลาดเพิ่ม และทำให้แนวโน้มธุรกิจร้านอาหารยังคงแข่งขันข้นต่อเนื่อง  ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคมองหาความคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งนิยามความคุ้มค่าแต่ละคนแตกต่างกันไป 

ส่วนทิศทางยอดขายธุรกิจร้านอาหารในไตรมาส 2 สาขาเดิม(same store)คาดว่าทรงตัวคล้ายกัยไตรมาสแรก ขณะเดียวกันแนวโน้มกำไรขั้นต้น คาดว่าจะลดลง เนื่องจากการเปลี่ยนร้านเอ็มเค บางสาขาเป็นโมเดลบุฟเฟต์ และการทำร้านโบนัส สุกี้ ซึ่งเป็นบุฟเฟต์ 100% การขยายตัวของร้านที่เร็ว ราว 1-2 สาขาต่อสัปดาห์ สัดส่วนยอดขายที่เพิ่มขึ้น มีผลต่อกำไร เนื่องจากบุฟเฟต์กำไรบางกว่าอะลาร์คาร์ท 

“แนวโน้มกำไรขั้นต้นจะลดลงอีก แต่ไม่แรงนัก เพราะบุฟเฟต์เป็นตัวฉุดกำไร แต่ภาพรวมเราจะพิจารณาจังหวะการขยายร้านโบนัส และอิมพรูฟกำไรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีผลต่อกำไรยังมีราคาวัตถุดิบที่กระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ค่าขนส่ง ซัพพลายเออร์ทยอยขึ้นราคา สถานการณ์ยังไม่นิ่ง ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด”  

ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทเผชิญกำไรสุทธิลดลง สาเหตุหลักมาจากการทำโมเดลบุฟเฟต์ของร้านเอ็มเค สุกี้ ราคา 299 บาท การขยายร้านโบนัส สุกี้ โมเดลบุฟเฟต์เต็มตัว 100%” และภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่กระทบราคาพลังงานน้ำมัน กระเทือนค่าขนส่ง วัตถุดิบบางตัวของอาหารพุ่งสูงขึ้น

พิษต้นทุน ฉุดร้านอาหารขาดทุน สงครามราคา 'ทุบรายย่อย' ล้มหาย

“โมเดลเอ็มเค บุฟเฟต์แม้จะได้รับผลตอบรับดี แต่ก็เป็นตัวฉุดกำไร เพราะโครงสร้างการทำเงินเทียบกับอะลาคาร์ท” ถือว่าน้อยกว่า ทั้งที่ร้านทำเป็นรูปแบบไฮบริดก็ตาม รวมถึงร้านโบนัส สุกี้ ที่บุฟเฟต์เต็มตัว อีกทั้งค่าใช้จ่ายโบนัส สุกี้ 27 สาขา เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายร้านเอ็มเค สุกี้จะเท่ากับ 50 สาขา เพราะขนาดร้านใหญ่กว่ามาก รูปแบบบุฟเฟต์ การใช้พนักงาน ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากกว่า”  

อย่างไรก็ตาม การทำกำไรขั้นต้นระยะยาวบริษัทไม่นิ่งนอนใจ จะอิมพรูฟให้ดีขึ้น และต้องติดตามอีกระยะ เพราะโบนัส สุกี้ เป็นตัวผันแปร กส่วนกำไรสุทธิบริษัทจะมุ่งท็อปไลน์หรือยอดขาย โดยเอ็มเคยังมีศักยภาพแข่งชันได้ สามารถทำกำไรให้เติบโต ส่วนแบรนด์อื่นที่ขยาย จะช่วยสร้างยอดขาย และเราจะมาดูต้นทุนให้มากขึ้น เมื่อทำมิติเหล่านี้ ระยะกลางคาดว่าจะสามารถดึงกำไรสุทธิกลับไปจุดเดิม โดยเฉพาะเหมือนก่อนโควิด-19 ระบาดเคยมีกำไรกว่า 2,000 ล้านบาท” 

ไทยช่วยไทย กระทบร้านอาหาร 

สำหรับธุรกิจร้านอาหาร ช่วงหน้าขายทำเงินหรือไฮซีซัน จะเป็นไตรมาส 1 และไตรมาส 4 เมื่อแนวโน้มไตรมาส 2 ชะลอตัว อีกปัจจัยที่กระทบคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กำลังซื้อของภาครัฐอย่าง โครงการไทยช่วยไทย ซึ่งคาดว่าจะมีผลอีกระลอก เหมือนที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งพลัส เนื่องจากธุรกิจร้านอาหารไม่เข้าเกณฑ์ได้อานิสงส์ ทำให้ผู้ประกอบการต้องหากิจกรรมตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขาย สร้างการเติบโต