อาณาจักรหม้อร้อนหมื่นล้าน “เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป” กำลังเผชิญความท้าทายด้านการทำ “กำไร” เพราะทั้ง กำไรขั้นต้นอ่อนตัวลงต่อเนื่อง ส่วน “กำไรสุทธิ” จากอู้ฟู่กว่า 2,000 ล้านบาท ในช่วงก่อนวิกฤติโควิด-19 ระบาด ปัจจุบันไตรมาส 1 ปี 2569 ลดลงเหลือเพียง 163 ล้านบาทเท่านั้น
จึงทำให้ 2 ทายาท "ธีระโกเมน” ต้องไขข้อข้องใจ รวมถึงบอกเล่าแผนการเคลื่อนธุรกิจในอนาคต
ทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ ธีร์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สาเหตุที่ “กำไรสุทธิ” ของบริษัทลดลง มี 3 ข้อ ได้แก่ 1.การทำโมเดลบุฟเฟต์ของร้านเอ็มเค สุกี้ ราคา 299 บาท แม้จะได้รับผลตอบรับดี แต่ก็เป็นตัว “ฉุดกำไร” เพราะโครงสร้างการทำเงินเทียบกับ “อะลาคาร์ท” ถือว่าน้อยกว่า ทั้งที่ร้านทำเป็นรูปแบบ “ไฮบริด” ก็ตาม 2.การเปิดแบรนด์ใหม่ “โบนัส สุกี้” ที่เป็น “บุฟเฟต์เต็มตัว 100%” ดึงกำไรดิ่งกว่าเดิม แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นก็ตาม และ 3.ภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่กระทบราคาพลังงานน้ำมัน กระเทือนค่าขนส่ง วัตถุดิบบางตัวของอาหารพุ่งสูงขึ้น
เนื่องจากกำไรแปรผันตามค่าใช้จ่าย ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขาย และบริการหรือ SG&A ของบริษัทอยู่ในระดับที่สูง 58% ภาพรวมเพิ่มขึ้น 10% ทั้งที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 13% เมื่อแจกแจงต้นทุนจะเห็นว่า มีค่าพนักงาน 52% ค่าเสื่อมราคา 19% ค่าเช่าพื้นที่ 8% ค่าสาธารณูปโภค(น้ำ ไฟ) 6% และอื่นๆ 15% ทว่า เจาะลึกยังมีตัวแปรจาก ”โบนัส สุกี้” ด้วย เพราะปัจจุบันมี 27 สาขา แต่ร้านเปิดตัวมากรกฎาคม ปี 2568 ดังนั้นเทียบไตรมาสแล้ว ปีก่อนยังไม่มี ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมขยับ ทั้งจ้างพนักงาน การดำเนินงาน เฉพาะการเปิดสาขาลงทุนเฉลี่ย 10-15 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับโมเดลร้าน
“ค่าใช้จ่ายโบนัส สุกี้ 27 สาขา เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายร้านเอ็มเค สุกี้จะเท่ากับ 50 สาขา เพราะขนาดร้านใหญ่กว่ามาก รูปแบบบุฟเฟต์ การใช้พนักงาน ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากกว่า”
ดังนั้นศักยภาพการทำกำไรของบริษัทจึงอยู่ในภาวะลดลง โดยไตรมาส 1 อยู่ที่ 4% เทียบไตรมาส 4 ปี 2568 ทำได้ 2.6% แต่เทียบไตรมาส 3 ปีก่อนอยู่ที่ 5.7% ไตรมาส 2 ปีก่อนออยู่ที่ 7.1% เและไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ 6.4%
ส่วนสถานการณ์ผลประกอบการของบริษัทช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นดังนี้
ไตรมาส 1 ปี 2569 รายได้รวม 4,098 ล้านบาท เติบโต 13% กำไรสุทธิ 163 ล้านบาท ลดลง 30%
ปี 2568 รายได้รวม 15,421 ล้านบาท ลดลง 2% กำไรสุทธิ 838 ล้านบาท ลดลง 42%
ปี 2567 รายได้รวม 15,809 ล้านบาท ลดลง 7% กำไรสุทธิ 1,442 ล้านบาท ลดลง 14%
ปี 2566 รายได้รวม 16,974 ล้านบาท เติบโต 6% กำไรสุทธิ 1,682 ล้านบาท เติบโต 17%
ปี 2565 รายได้รวม 15,938 ล้านบาท เติบโต 40% กำไรสุทธิ 1,439 ล้านบาท เติบโต 999%
ปี 2564 รายได้รวม 11,368 ล้านบาท ลดลง 17% กำไรสุทธิ 131 ล้านบาท ลดลง 86%
โดยศักยภาพการทำกำไรลดลง ซึ่งไตรมาส 1 อยู่ที่ 4% เทียบไตรมาส 4 ปี 2568 ทำได้ 2.6% แต่เทียบไตรมาส 3 ปีก่อนอยู่ที่ 5.7% ไตรมาส 2 ปีก่อนอยู่ที่ 7.1% เและไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ 6.4%
สำหรับสัดส่วนรายได้ปัจจุบัน เอ็มเค ทำเงินมากสุด 64% ตามด้วย ยาโยอิ 16% โบนัส 11% แหลมเจริญซีฟู้ด 5% ที่เหลืออื่นๆ 4% ด้านค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหารต่างๆ (SG&A)เป็นดังนี้ ค่าพนักงาน 52% ค่าเสื่อมราคา 19% ค่าเช่าพื้นที่ 8% ค่าสาธารณูปโภค(น้ำ ไฟ) 6% และอื่นๆ 15%
ไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีการขยายธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ต่างๆ ต่อเนื่อง เปิดเอ็มเค สุกี้ 2 สาขา ยาโยอิ 2 สาขา แหลมเจริญซีฟู้ด 2 สาขา โบนัส สุกี้ 12 สาขา และอื่นๆ 1 สาขา จากปัจจุบันบริษัทมีร้านเอ็มเค 416 สาขา เอ็มเค บุฟเฟต์ พรีเมียม 8 สาขา เอ็มเค โกลด์/ เอ็มเค พาราไดซ์ 2 สาขา เอ็มเค ไลฟ์ 2 สาขา โบนัส สุกี้ 27 สาขา ยาโยอิ 185 สาขา มิยาซากิ 6 สาขา ฮิคินิคุ โตะ โคเมะ 3 สาขา ฮากาตะ 1 สาขา แหลมเจริญซีฟู้ด 42 สาขา เลอ สยาม 1 สาขา และอื่นๆ ได้แก่ บิซซี่ บ็อกซ์ 2 สาขา เลอ เปอติด 3 สาขา และมัลติแบรนด์(รวมเอ็มเค ข้าวมันไก่ บิซซี่ บ็อกซ์) 2 สาขา (ณ 31 มี.ค.69) โดยภาพรวมบริษัทมีร้านอาหารทุกแบรนด์ให้บริการลูกค้า 701 สาขา
แผนปี 2569 จะเห็นการเดินหน้าขยายร้านโบนัส สุกี้ต่อเนื่องให้ได้ 55-65 สาขา ผลักดันรายได้รวมแตะ 2,600 ล้านบาท ส่วนภาพรวมรายได้ของอาณาจักรเอ็มเค คาดการณ์จะเติบโต 10-15%
อย่างไรก็ตาม ทานตะวัน และ ธีระโกเมน มองบริบทธุรกิจร้านอาหารแข่งขันสูงต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนสูง แม้จะเริ่มนิ่งแล้วก็ตาม แต่ละ “กดดันกำไรขั้นต้น” ให้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ก่อนโควิด-19 ระบาด เอ็มเค เคยทำกำไรสุทธิสูงกว่า 2,000 ล้านบาท ถามว่าโอกาสจะกลับไปอยู่จุดพีกดังกล่าว จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ 2 ทายาท บอกว่า จากนี้ไปจะดู “ไส้ใน” ของต้นทุนค่าใช้จ่ายหรือ SG&A ให้ละเอียดยิ่งกว่าเดิม มีการทำเทคโนโลยีมาช่วยบุคลากรในการทำงาน เพื่อลดต้นทุน การมีสาขาของ “โบนัส สุกี้” เพื่อสร้างอำนาจต่อรองวัตถุดิบอาหาร และการผลักดันยอดขายให้เติบโตขึ้น จะส่งผลบวกไปยัง “Bottom line” หรือกำไรได้ ส่วนเรื่องต้นทุนที่จะส่งผลต่อการขึ้นราคาอาหาร เป็นเรื่องรองที่บริษัทจะดำเนินการ
“กำไรขั้นต้น ระยะยาวเราไม่นิ่งนอนใจ จะอิมพรูฟให้ดีขึ้น และต้องติดตามอีกระยะ เพราะโบนัส สุกี้ เป็นตัวผันแปร กำไรขั้นต้นจึงยังไม่นิ่ง ส่วนกำไรสุทธิตอนนี้เรามุ่งท็อปไลน์หรือยอดขาย การแข่งขันของเอ็มเคยังมีศักยภาพ ความสามารถ ทำกำไรให้เติบโตได้ ส่วนแบรนด์อื่นที่ขยาย จะช่วยสร้างยอดขาย และเราจะมาดูต้นทุนให้มากขึ้น เมื่อทำมิตรเหล่านี้ ระยะกลางคาดว่าจะสามารถดึงกำไรสุทธิกลับไปจุดเดิม”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

