ซีอีโอ เวิร์คพอยท์ ออกโรงขอความชัดเจนแผนแม่บททีวีดิจิทัล ก่อนเส้นตายการสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการปี 2572 เผยต้องทำในเวลา 18-24 เดือนล่วงหน้า ย้ำไม่ใช่มาจากการร้องขอ แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ระบบเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสื่อของประเทศต้องการเวลาในการเตรียมตัว
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล โดยสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย)เดินหน้ากระทุ้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ถึงความชัดเจนของแผนแม่บททีวีดิจิทัลในอนาคต หลังสิ้นสุดใบประกอบอนุญาตกิจการ(ไลเซนส์)ในปี 2572
มีทั้งการจัดเวทีสัมมนาครบ 10 ปีของการเปลี่ยนผ่านจากทีวีอนาล็อกสู่ทีวีดิจิทัล การเดินหน้ายื่นจดหมายให้กสทช.หยิบวาระเกี่ยวกับการจัดทำแผนแม่บททีวีดิจิทัล ฯ แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นการตะโกนอยู่ในน้ำ ที่ไม่มีวันไปถึงหน่วยงานกำกับดูแล
หลายครั้งที่ผู้ประกอบการขอความชัดเจนถึงอนาคตทีวีดิจิทัล แต่ไร้คำตอบ สิ่งที่ตามมาคือผลกระทบต่อการวางแผนธุรกิจ ยิ่งกว่านั้นคือ หากหมดไลเซนส์เดือนเมษายน ปี 2572 ทีวีจะจอดำหรือไม่ แล้วถ้าจะไปต่อจะไปแบบไหน เพราะโลกของการเสพสื่อปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก
ย้อนกลับไปตอนประมูลทีวีดิจิทัล เป็นที่ทราบดีว่า ผู้ประกอบการสนใจเป็นเจ้าของช่องจำนวนมาก เพราะถูกเย้ายวนด้วยเม็ดเงินโฆษณาที่จะเพิ่มทวีคูณจากระดับ 1 แสนกว่าล้านบาท ทำให้ทุกรายห้ำหั่นกันใส่เงินลงไป จนรัฐกวาดไปกว่า 5 หมื่นกว่าล้านบาทเข้าแผ่นดิน
ทว่า เพียงไม่กี่ปี ภาพฝันไม่เป็นไปตามที่วาดไว้ ส่วนหนึ่งเพราะสิ่งที่ กสทช.ประกาศจะดำเนินการไม่เป็นไปตามแผนทั้งการแจกกล่องเซ็ทท็อปบ็อกซ์ การสร้างโครงข่ายทีวีดิจิทัล(มักซ์) ในระยะเวลาที่กำหนด ที่เลวร้ายกว่านั้น คือการประเมิน “ผิดพลาด” ถึงโลกอินเตอร์เน็ต ที่มาดิสรัปการดูทีวี เสพสื่อ และเป็นการเปลี่ยนเกมธุรกิจ เพราะมี “สื่อใหม่” ทั้งโซเชียลมีเดีย เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเมิร์ซ สตรีมมิง ฯ แย่งชิงเม็ดเงินโฆษณามหาศาล
ระหว่าง “รอ” ให้ “กสทช.” ตระหนักถึงผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล สมาคมฯเดินหน้าจี้ถามรัฐ ล่าสุด ซีอีโอ เวิร์คพอยท์ ยังมอง 2 ปี 11 เดือน ที่จะสิ้นสุดไลเซนส์ทีวีดิจิทัลถือเป็น “เส้นตาย” และเวลาที่กระชั้นชิดอย่างมาก สำหรับภาคธุรกิจ
ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม หรือ GROUP CEOบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นับถอยหลัง 2 ปี 11 เดือน ทีวีดิจิทัล(TV DIGITAL) โจทย์ใหญ่ที่ผู้กำกับดูแล(Regulator) อาจต้องรีบ "เคาะ" ความชัดเจน เนื่องจากปลายเดือนเมษายน 2572 ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินทั้งหมดในประเทศไทยจะหมดอายุลง เมื่อคำนวณจากสถานการณ์ปัจจุบัน เท่ากับเหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี 11 เดือนเท่านั้น ถือเป็นเส้นตายที่กระชั้นชิดมากสำหรับอุตสาหกรรมสื่อ
ทั้งนี้ ในมุมมองของผู้ประกอบการ กิจการโทรทัศน์ระดับประเทศเป็นธุรกิจที่มีโครงสร้างต้นทุนสูงและขับเคลื่อนด้วยใบอนุญาตตามกฎหมาย ดังนั้น ภายในกลางปีหน้า หรือ ล่วงหน้าอย่างน้อย 18-24 เดือน เนื่องจากแผนแม่บท (Master Plan) จากฝั่ง Regulator จำเป็นต้องมีกรอบนโยบายที่ชัดเจนในสาระสำคัญเพียงพอ เพื่อให้เอกชนสามารถเตรียมตัว วางแผนงบประมาณลงทุน (CAPEX) และกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่เรื่อง "ใครจะได้ทำต่อ" “จะต่อแบบไหน?” หรือ ”ค่าใบอนุญาตขั้นต่ำควรเป็นเท่าไหร่“ แต่คือ 1. รูปแบบสิทธิ์ประโยชน์ (Rights & Benefits): ผลประโยชน์ที่จะได้รับควบคู่ไปกับใบอนุญาตรอบใหม่มีอะไรบ้าง? และ2. รายละเอียดการดำเนินกิจการ (Operating Rules): กฎเกณฑ์และข้อบังคับที่ทันต่อยุคสมัย เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว โดยเดิมทีใบอนุญาตมึระยะเวลา 15 ปี
ซีอีโอ เวิร์คพอยท์ ยังมีข้อเสนอเบื้องต้นชวนคิด มีดังนี้
จาก Broadcast Infrastructure สู่ National Media Access Infrastructure: เพื่อพลิกโฉมใบอนุญาตยุคใหม่
ที่ผ่านมา ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลผูกติดอยู่กับการกระจายภาพและเสียงผ่านเสาก้างปลาและจานดาวเทียม มีภาระค่าใช้จ่ายเรื่องค่าโครงข่าย (MUX) ค่ายิงสัญญาณไปยังเสา และจานดาวเทียม แต่ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคย้ายไปอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่สำคัญ “นิยามของใบอนุญาตทีวีระดับชาติควรต้องปรับตัวไปไกลกว่าเดิม” โดยหลักการสำคัญคือการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกิจการโทรทัศน์ระดับชาติได้ง่าย เป็นมาตรฐานเดียวกัน และผ่านทุกหน้าจอที่ประชาชนสะดวกที่สุด
นอกจากนี้ ในระบบใบอนุญาตใหม่ ที่เป็นรูปธรรมเพิ่มเติม คือ การสร้าง หรือ บริหารจัดการ หรือ การเข้าถึง "Licensed National TV Digital Platform” โดยรวมทุกช่อง ขณะที่แพลตฟอร์มส่วนกลางที่รวบรวมช่องทีวีที่ได้รับใบอนุญาตทุกช่องไว้ในที่เดียว ในทุกๆ อุปกรณ์(Device) เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต สมาร์ททีวี ไอพีทีวี(ipTVbox) ฯลฯ เพิ่มเติมจาก เสาก้างปลา และกล่องรับสัญญานดาวเทียม
“ไม่ใช่แค่เพียงเสาก้างปลา และกล่องรับสัญญานดาวเทียมอีกต่อไป เพราะถ้าจะนิยามว่าเป็นกิจการทีวีระดับชาติแล้ว การเข้าถึงก็ควรจะไปให้ถึงทุก Device ในการรับชมของประชาชนให้ครอบคลุมที่สุด ง่ายที่สุด”
ส่วนแนวทางการบริหารจัดการดังนี้
1. จากมาตรการ Must Carry เดิม ควรเพิ่มเติมระดับอุปกรณ์ (Device-Level Enforcement) คือ นอกเหนือไปจาก กล่องรับสัญญานดาวเทียมและเสาก้างปลา ควรขยายผลไปยัง mobile phone device, tablet, ipTV Box, smartTV ฯลฯ ใบอนุญาตในอนาคตอาจไม่ควรถูกผูกกับวิธีส่งสัญญาณแบบใดแบบหนึ่ง แต่ควรกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องเกิดขึ้น คือ ความสามารถในการเข้าถึงประชาชน ความน่าเชื่อถือ และมาตรฐานบริการ โดยเปิดพื้นที่ให้เกิดการแข่งขันและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ควบคู่กันไป
การกำหนดเป็นเงื่อนไขทางเทคนิคและข้อกฎหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าด้วยสมาร์ตโฟน และ Smart TV ทุกรุ่น ทุกแบรนด์ รวมไปถึงกล่อง ipTV แท็บเล็ต ที่จะนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย
“ต้องมีช่องทางมาตรฐาน (Standard Access Mechanism) ที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกิจการโทรทัศน์ระดับชาติได้โดยสะดวก”
ด้าน Licensed National TV Application (รวมทุกช่อง) เป็นหนึ่งในรูปแบบที่เป็นไปได้ โดยหลักการสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้เกิดช่องทางเข้าถึงที่สะดวกและเป็นมาตรฐาน ตัวอย่างหนึ่งของแนวทางดังกล่าว อาจเป็นการมี Licensed National TV App ติดตั้งมาเป็นค่าเริ่มต้น ตั้งแต่แกะกล่อง หรืออย่างน้อยที่สุดควรมี Licensed National TV Access Layer หรือ Licensed National TV Entry Point ต้องถูกค้นหาและเข้าถึงได้ง่ายบน Connected Digital Devices
สำหรับกรณีศึกษาที่เห็นชัด ผ่านแบรนด์ทีวีระดับโลก เช่น เกาหลี ปัจจุบัน มีแอปพลิเคชันดูทีวีฟรีของประเทศตัวเองฝังมากับเครื่องทีวีตั้งแต่แรก(บางยี่ห้อ ขึ้นเป็น Default เลยด้วย) ดังนั้น บ้านไหนต่ออินเทอร์เน็ตได้ก็สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ระดับชาติได้ทันที ส่วนการเลือกบริโภคยังคงขึ้นอยู่กับคุณภาพของเนื้อหา แต่ในเชิงโครงสร้าง อย่างน้อยควรมี “ประตูทางเข้า” ที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นมาตรฐานพื้นฐานบนทุกหน้าจอของประชาชน
2. “Distribution Infrastructure” โมเดลการบริหารจัดการ: เพิ่มบริการ Application Platform Digital จากเดิมที่มีแค่ บริการ MUX(เดิมมีบริการสำหรับส่งสัญญาน ไปยังเสาก้างปลา หรือ ดาวเทียม ควรขยายไปสู่ Digital Platform ด้วย)
โครงสร้างค่าบริการอาจต้องปรับจากค่าใช้จ่ายด้าน Broadcast Infrastructure เพียงอย่างเดียว ไปสู่ต้นทุนด้าน Distribution Infrastructure ที่ครอบคลุมทั้งการส่งสัญญาณและการเข้าถึงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
โครงสร้างต้นทุนในอนาคตอาจครอบคลุมต้นทุนการกระจายบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเพิ่มเติมจากระบบ MUX เดิม (ที่มีเฉพาะ ส่งสัญญานไปที่เสา และ สัญญานดาวเทียม ควรส่งไปยังทุก Digital Device ผ่าน Default Licensed Natinal-TV application) โดยมี Regulator เป็นผู้กำหนดมาตรฐานและกำกับดูแลเชิงนโยบาย เพื่อให้มั่นใจว่าแพลตฟอร์มกลางนี้มีประสิทธิภาพสูง เสถียร และรองรับการใช้งานพร้อมกันระดับประเทศได้
หรือ Regulator อาจกำหนดมาตรฐานกลางและกำกับการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ในขณะที่การพัฒนาและบริหารแพลตฟอร์มสามารถดำเนินการผ่านผู้ให้บริการกลางหรือโครงสร้างแบบ consortium ของอุตสาหกรรมก็ได้ ซึ่งไม่ว่าจะใช้วิธีการใด เป้าหมายสำคัญคือการรักษาคุณภาพ ความครอบคลุม และความต่อเนื่องของการเข้าถึงสื่อระดับชาติ
3.Audience Measurement Infrastructure สิ่งที่จะได้เพิ่มเติมจากการเข้าถึงทาง Digital Device ที่บอกไป ใน 2 ข้อแรกแล้ว คือ Data ในการรับชม ซึ่งจะสามารถแปลงเป็น reach, rating ฯลฯ สำหรับ วัดผล ได้อีกด้วย
หากออกแบบอย่างเหมาะสม ระบบนี้อาจกลายเป็นมาตรฐานการวัดผลผู้ชมของประเทศในยุค Multi-Screen or Cross-deviceไม่ใช่เพียงเพื่อวัดผลการรับชม (Reach / Rating) แต่รวมถึงการสร้างมาตรฐานการวัดผลแบบ Cross-device การพัฒนาอุตสาหกรรมโฆษณา และการออกแบบนโยบายสื่อบนฐานข้อมูลจริง โดยทั้งหมดนี้ควรอยู่ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความโปร่งใส และการใช้ข้อมูลในระดับภาพรวม (Aggregated / Anonymous Data)
4. Public Value Exchange ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์สาธารณะ เช่น ThaiPBS หรือ NBT ก็รวมอยู่ใน Licensed National-TV Digital การจัดการโครงสร้างการเข้าถึงประชาชน ให้ครอบคลุม ก็เพื่อประโยชน์สาธารณะ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และในบางกรณี รองรับภารกิจการสื่อสารที่จำเป็นของภาครัฐโครงสร้างการเข้าถึงที่ครอบคลุมมากขึ้น ควรมาพร้อมพันธกิจสาธารณะ (Public Obligation) เช่น การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน การส่งเสริมเนื้อหาภาษาไทย การเข้าถึงของผู้สูงอายุและผู้พิการ รวมถึงมาตรฐานความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร ผ่าน License National TV ที่มีการกำกับดูแลโดยรัฐฯ (ซึ่งหมายรวมถึง ทีวีสาธารณะด้วย)
“ความชัดเจนล่วงหน้าคือตัวกำหนดอนาคตสื่อไทยในมือของ Regulator ซึ่งเวลา 2 ปี 11 เดือนดูเหมือนนาน แต่สำหรับกระบวนการทางกฎหมาย การทำ Public Hearing และการปรับตัวของภาคเอกชน ถือว่าสั้นมาก ความชัดเจนล่วงหน้า 18-24 เดือนไม่ใช่มาจากการร้องขอ แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ระบบเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสื่อของประเทศต้องการเวลาในการเตรียมตัว”
อย่างไรก็ตาม โจทย์ของใบอนุญาตรอบปี 2572 อาจไม่ใช่การออกแบบ “ระบบโทรทัศน์” อีกต่อไป ไม่ใช่แค่การตั้งคำถามว่าจะหาเงินเข้ารัฐได้เท่าไหร่ ราคาใบอนุญาตขั้นต่ำควรเป็นเท่าไหร่ หรือ ควรจะต่อใบอนุญาตไหม หรือ จะส่งสัญญาณผ่านเสาอากาศ หรือ ดาวเทียมอย่างไร ความคมชัดระดับไหน หรือ ใครบ้างควรได้รับใบอนุญาต ฯลฯ แต่คือการออกแบบ “ระบบการเข้าถึงสื่อระดับชาติ” ของประเทศในอีก 10–15 ปีข้างหน้า
เนื่องจากวันนี้ ประชาชนไม่ได้บริโภคสื่อผ่านจอเดียวอีกต่อไป การกำกับดูแลอาจต้องเปลี่ยนจากการควบคุมช่องทางการส่งสัญญาณ ไปสู่การออกแบบโครงสร้างการเข้าถึง เพื่อให้สื่อระดับชาติสามารถไปถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และสอดคล้องกับพฤติกรรมของโลกยุคใหม่
“ท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าของกิจการโทรทัศน์ระดับชาติอาจไม่ได้อยู่ที่การครอบครองคลื่นความถี่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการเข้าถึงประชาชนได้จริง ในโลกที่ทุกหน้าจอ กลายเป็นหน้าจอหลัก”

