การขยับตัวครั้งสำคัญของกลุ่มทุนเกษตรยักษ์ใหญ่เมืองไทย LPP Group กลุ่มธุรกิจโรงสีข้าวรายใหญ่ด้านกำลังการผลิตของประเทศ เขย่าอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเพื่อสุขภาพ ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ “ต้นน้ำ" จรด "ปลายน้ำ”
เดินหน้าทรานส์ฟอร์มวัตถุดิบเหลือใช้ (Waste) สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Product) ต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมก้าวสู่แบรนด์ระดับโลก และเตรียมโรดแมปเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นายถวิล ล้อพูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LPP Group กล่าวว่า การขับเคลื่อนธุรกิจ LPP Group มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่อุตสาหกรรมครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยวางโครงสร้าง 3 เสาหลัก ประกอบด้วย
1. บริษัท ล้อพูนผล ไรซ์มิลล์ จำกัด ดำเนินธุรกิจโรงสีและแปรรูปข้าว ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี นับเป็นรายใหญ่ของประเทศ ปัจจุบันมีโรงสีข้าวรวม 5 แห่ง อาทิ โรงสี TBS จังหวัดพิจิตร โดยมีกำลังการผลิตสูง 6,000 ตันต่อวัน ถือเป็นอันดับ 1 ในประเทศด้านกำลังการผลิต และเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของไทย ภายใต้แบรนด์ที่คุ้นเคยอย่าง บัวชมพู, ชาวนาไทย, กุ้งคู่ทองคำ และ กุหลาบ
2. บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด (LPP OIL) ผลิตและจำหน่ายน้ำมันรำข้าวระดับพรีเมียม ทั้งในรูปแบบแบรนด์ของตัวเองและรับจ้างผลิต (OEM) ดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 4 ปี ครองแชมป์ส่งออกน้ำมันรำข้าวดิบ (Crude Oil) ไปยังประเทศญี่ปุ่น
3. บริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด พัฒนานิคมอุตสาหกรรมแอลพีพี จ.นครสวรรค์ บนพื้นที่ 583 ไร่ ต.โคกเดื่อ อ.ไพศาลี ซึ่งวางตัวเป็น "Smart Agriculture Industrial Estate" นิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย คาดเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการภายในปี 2569
จุดแข็ง "Supply Chain Security" คุมคุณภาพตั้งแต่แปลงนา
ความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของ LPP OIL คือความสามารถในการควบคุมซัพพลายเชนแบบ 100% (End-to-End Supply Chain) แตกต่างจากโรงสกัดน้ำมันทั่วไปที่ต้องตระเวนซื้อรำข้าวรวมจากหลายแหล่ง และการมีโรงสีข้าวขนาดใหญ่ของตนเองทำให้มีวัตถุดิบรำข้าวที่สดใหม่ ส่งเข้าสู่กระบวนการสกัดได้ทันทีภายใน 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ บริษัทยังมีทีม R&D และห้องปฏิบัติการของตนเองในการคัดแยกประเภทรำข้าวตามสายพันธุ์ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงสุด พร้อมทั้งระบบ Traceability ตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แปลงนาจนถึงขวดน้ำมัน ตอบโจทย์มาตรฐาน ESG (Environmental, Social, and Governance) ครบทุกมิติ ทั้งอยู่ระหว่างเตรียมการรับรองมาตรฐาน ESG จากประเทศสิงคโปร์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล
"LPP OIL" ยังได้ลงทุนในส่วนโรงงานน้ำมันรำข้าวไปกว่า 800 ล้านบาท โดยใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ นำเข้าจากยุโรป 100%
รุก "B2B" ควบคู่ "B2C" ปั้นแบรนด์ตัวเอง "LPP OIL" ราคาจับต้องได้
ในอดีต LPP OIL เน้นการเติบโตในตลาด B2B และ OEM เป็นหลัก โดยมีพันธมิตรรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นเป็นลูกค้ารายสำคัญ แต่ปีนี้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญก้าวสู่การทำตลาด "B2C" ในประเทศไทยเต็มตัว ภายใต้แบรนด์ตนเอง "LPP OIL" เตรียมปูพรมวางตลาดในไทยช่วงเดือน ก.ค.นี้
โดยช่องทางการจัดจำหน่าย ครอบคลุมทั้งโมเดิร์นเทรด และเทรดดิชันนอลเทรด รวมทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ สินค้าวางจำหน่ายขนาดตั้งแต่ 700 มิลลิลิตร ถึง 2,000 มิลลิลิตร
"เราวางเป้าหมายให้คนไทยเข้าถึงน้ำมันเพื่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น ด้วยราคาจับต้องได้ รุ่นพรีเมียมขนาด 1 ลิตร ตั้งราคาประมาณ 100 บาทต้นๆ (ไม่เกิน 120 บาท) และรุ่นทั่วไปอยู่ที่ 55-60 บาท แข่งขันได้ในตลาด"
กางโรดแมป IPO สู่เวทีโลก
จากแนวโน้มตลาดน้ำมันรำข้าวโลกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 มีมูลค่าสูงถึง 12.4 พันล้านดอลลาร์ หรือ 446.4 พันล้านบาท และจะขยายตัวสู่ 18.7 พันล้านดอลลาร์ ราว 673.2 พันล้านบาท ภายในปี 2579 (CAGR 4.2%) เป็นปัจจัยหนุนให้ LPP Group วางเป้าหมายการเติบโตไว้อย่างก้าวกระโดด
สำหรับ ปี 2568 มีรายได้รวมทั้งกลุ่ม 3,000-4,000 ล้านบาท ปี 2569 ตั้งเป้าหมายรายได้รวม 5,000 ล้านบาท โดยยอดขายน้ำมันรำข้าวปีแรกนี้ คาดอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท เป็นสัดส่วนจากตลาดในประเทศ 50% ส่งออก 50% คาดภายใน 5 ปี ทำยอดขายพุ่งสู่ระดับ 2,500 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ จังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มทุนต่างชาติในการเข้ามาตั้งฐานผลิต “ไนโตรเซลลูโลส” (ส่วนประกอบของสี) จากเมล็ดฝ้าย คาดว่าจะสามารถปิดดีลการลงทุนมูลค่า 400-500 ล้านบาทได้ภายในสิ้นปีนี้

