ธุรกิจร้านอาหารต้นทุนพุ่ง จากพิษสงน้ำมันที่กระทบจากเหตุสู้ระบในตะวันออกกลาง บิ๊กคอร์ป "กำไรลด" ด้านซาโบเตน ปิดสาขาที่เปิดให้บริการกว่า 15 ปี สะท้อนภาพปี 2569 หืดจับ สังเวียนเริ่มเป็นของเชน รายใหญ่ ส่วนรายย่อยลำบาก
“ซาโบเตน” ร้านทงคัตสึชื่อดัง ประกาศปิดสาขาที่เซ็นทรัลเวิลด์ถาวร หลังเปิดให้บริการมาอย่างยาวนานกว่า 1 ทศวรรษ ทำให้เหลือร้านบริการลูกค้า 6 สาขา ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลพระราม 9 เดอะพรอมานาด เจ-พาร์ค ศรีราชา จ.ชลบุรี เทอร์มินอล 21 พระราม 3 เซ็นทรัลปิ่นเกล้า และเซ็นทรัล พัทยา
สำหรับ “ซาโบเตน” คือร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทหมูทอด หรือทงคัตสึ ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ หรือ ฟาร์มเฮ้าส์ ในฐานะบริษัทแม่ แต่มีบริษัทในเครือดูแลอีกทอดคือ บริษัท เพรซิเดนท์ กรีน เฮ้าส์ ฟู้ดส์ จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจมาเกือบ 2 ทศวรรษ
ในแง่ผลประกอบการ 3 ปี เป็นดังนี้
-ปี 2568 รายได้รวมกว่า 110 ล้านบาท ลดลง 3.23% มีกำไรสุทธิเพียง 8.84 แสนลาท ลดลงถึง 89.73%
-ปี 2567 รายได้รวมกว่า 113 ล้านบาท ลดลง 13.39% มีกำไรสุทธิ 8.61 ล้านบาท ลดลง 49.89%
-ปี 2566 รายได้รวมกว่า 131 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.69% มีกำไรสุทธิ 17.19 ล้านบาท ลดลง 1.1%
ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะ “กำไรสุทธิ” การลดลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย
แหล่งข่าวธุรกิจร้านอาหาร ให้ความเห็นว่า ปัจจบันสถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารเป็นสังเวียนของยักษ์ใหญ่ที่เป็นเครือข่ายหรือเชน ซึ่งต้องมีความครบครันเป็นจุดแข็ง ไม่ว่าจะเป็น “ครัวกลาง” ทีมบริหารที่แข็งแกร่ง ศักยภาพเงินทุนที่ต้อง “ขยายธุรกิจให้ใหญ่” หรือสเกลได้ต่อไป
ขณะที่ “ซาโบเตน” ยังต้องพึ่งพาบริษัทแม่ในหลายด้าน ทั้งทีมงาน รวมถึงค่าใช้จ่าย ดังนั้นการที่ธุรกิจจะไปต่อ หากขาดทุน การเลือก “ห้ามเลือด” ด้วยการปิดกิจการ ถือเป็นทางเลือกบริษัทที่ “ไม่ต้องทนเลือดไหล”
ทั้งนี้ หากมอง สถานการณ์ธุรกิจร้านอาหาร ปี 2569 โดยเฉพาะห้วงที่เผชิญวิกฤติต้นทุนพุ่งแรง จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ไตรมาส 1 จึงเห็นธุรกิจจำนวนมาก ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงธุรกิจร้านอาหารด้วย ที่ผู้ประกอบการหลายราย แบรนด์เล็กใหญ่ “กำไรลดลง” ถ้วนหน้า และปี 2569 รายเล็ก จะอยู่ยากยิ่งขึ้น
“สังเกตดูแบรนด์เล็กล้มหายตายจาก แบรนด์ที่อยู่ได้ล้วนเป็นเชนเกือบหมดแล้ว เพราะต้นทุนที่พุ่งขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการอยู่ยาก วัดกันตอนโต้คลื่น ตอนนี้ทุกรายกำไรลดลง เพราะต้นทุนขึ้นแต่อาหารขึ้นราคาไม่ได้ แม้จะมีการลดไซส์ ปริมาณอาหารต่อจานลงก็ตาม อีกด้านคนทานข้าวนอกบ้านน้อยลง แต่เอาเงินไปจมกับเอ็นเตอร์เทนเมนต์นอกบ้าน โดยเฉพาะคอนเสิร์ต สวนทางสภาพเศรษฐกิจมากๆ”
นอกจากต้นทุนที่พุ่งขึ้น จะเห็นว่า “ค่าเช่าพื้นที่” เป็นอีกตัวแปรสำคัญของธุรกิจร้านอาหารที่อยู่ในศูนย์การค้า เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มีการปรับลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลงานของบิ๊กธุรกิจร้านอาหาร ไตรมาส 1 ปี2569 ล้วน “กำไรลด” บางรายถึงขั้น “ขาดทุน”
- บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M มีรายได้จากการขายและบริการ 4,047 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.3% จากปีก่อน ส่วน “กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 163 ล้านบาท ลดลง 70 ล้านบาท หรือลดลง 30.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ยังเป็นกำไรที่ “ลดลง 5 ไตรมาส” ด้วย
- บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ โอ้กะจู๋ มีรายได้จากการขาย 573.5 ล้านบาท ลดลง 19% “ขาดทุน 30.4 ล้านบาท” เพิ่มขึ้นถึง 147.7%
- บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 1,286 ล้านบาท ลดลง 92 ล้านบาท หรือ 7% มีกำไรสุทธิ 44 ล้านบาท ลดลง 4 ล้านบาท หรือ 8%
-บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขาย 419 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน มีกำไรสุทธิ 54 ล้านบาท ลดลง 17%
- สุกี้ ตี๋น้อย มีรายได้ 2,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% มีกำไรสุทธิ 170 ล้านบาท ลดลง 101 ล้านบาท หรือลดลง 37.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 271 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG รายได้จากการขายไตรมาส 1 จำนวน 3,193 ล้านบาท เติบโต 1% แต่กำไรสุทธิ 232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% ซึ่งเป็นไปตามที่แม่ทัพใหญ่เคยประกาศไว้ วิชั่นการเคลื่อนธุรกิจจะ โฟกัสกำไรเป็นหัวใจสำคัญ และซีอาร์จีทำต่อเนื่องมาหลายปี จึงเห็นการปิดบางแบรนด์ ยุติบางสาขาที่ไม่ตอบโจทย์การทำกำไร

