ในยุคที่ “ดิจิทัล” ดิสรัปหลากธุรกิจจนเสียหลัก จนต้องปรับตัวเพื่อหาทางรอด “กระดาษ” อาจเป็นอีกเซ็กเตอร์ที่ต้องนับถอยหลัง
“ดั๊บเบิ้ล เอ” ผู้นำอุตสาหกรรมกระดาษในประเทศไทย และกลายเป็นผู้เล่นในตลาดโลกที่ส่งสินค้าไปจำหน่ายกว่า 130 ประเทศ ยังมองหาโอกาสเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง
“มองไปข้างหน้า ไม่ได้บอกว่าวันหนึ่งกระดาษจะไม่หายไป การใช้จะลดน้อยลง แต่คาดว่า 10-15 ปีข้างหน้ากระดาษจะยังคงอยู่ได้” จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองต่ออุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนอยู่
นอกจากนี้ บิดา(โยธิน ดำเนินชาญวนิชย์)ผู้เป็นกุนซือการบริหารธุรกิจ ยังบอกอยู่เสมอว่า อีกไม่นานกระดาษจะหายไป อย่าคาดหวังมากเกินไป เพื่อเป็นการเตรียมรับมือความเสี่ยงในอนาคต และหาทางรับมือมาโดยตลอด อีกทั้งหลายปีที่ผ่านมา “จตุพร” ยังถูกถามจากคนนอกวงการและประเมินอุตสาหกรรมกระดาษจะล้มหายตายจากเร็ว ทว่า เมื่อดูตัวเลข การถดถอยกลับน้อยกว่าที่คาดการณ์
“อัตราการของการใช้กระดาษที่หายไป ช้ากว่าที่เราคิดค่อนข้างมาก แต่สองส่วนที่เห็นชัดคือ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป ปริมาณการใช้กระดาษลดลง แต่ประเทศกำลังเติบโต เช่น จีน อินเดีย การใช้กระดาษเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมยังเห็นการเติบโตได้ 1-3%”
จตุพร เข้ามาเคลื่อนอาณาจักรหมื่นล้านกว่า 1 ทศวรรษ การเปลี่ยนแปลงใหญ่ของอุตสาหกรรมกระดาษมี 2 มิติ ได้แก่ 1.ผู้บริโภคมีวิวัฒนาการและความซับซ้อน มองกระดาษเปลี่ยนจากสินค้าโภคภัณฑ์สู่การให้คุณค่าการสร้างแบรนด์มากขึ้น และ “ดั๊บเบิ้ล เอ” พิสูจน์มากว่า 30 ปี ที่ปั้นแบรนด์จนเติบโตครองใจกลุ่มเป้าหมายอย่างแข็งแกร่ง ปัจจุบันผู้บริโภคยังมองถึงคุณค่าที่องค์กร ให้ความสำคัญ การมีจริยธรรม แหล่งวัตถุดิบ การใช้แรงงานต้องมีความถูกต้อง
“ผู้บริโภคมององค์ประกอบใหญ่กว่าแค่สินค้ากระดาษ แต่ดูเบื้องหลัง สินค้าหนึ่งมีการส่งเสริมอีโคซิสเทมอย่างไรบ้าง”
2.อุตสาหกรรมกระดาษจากแค่การผลิต มีสินค้า ได้ขยับสู่ “อีโคซิสเทม” ท่ามกลางตลาดที่อิ่มตัวระดับหนึ่งแล้ว การไปต่อจึงขึ้นกับขีดความสามารถการแข่งขัน การมีระบบที่ดี เพื่อเคลื่อน “ต้นทุนต่ำสุด”
“จตุพร” เป็นทายาทรุ่น 3 ขับเคลื่อนธุรกิจที่เหมือนอาทิตย์อัสดง(Sunset) ได้ประกาศขอเป็น “กระดาษรีมสุดท้ายบนโลก” ตั้งเป้าร่วมกับทีมงานสานภารกิจใหญ่
“การที่ดั๊บเบิ้ล เอ จะเป็นกระดาษรีมสุดท้ายในโลก โรงงานต้องมีต้นทุนการผลิตที่สร้างความได้เปรียบการแข่งขัน จึงชูแนวคิด Integrated Mill หรือโรงงานผลิตเยื่อและกระดาษครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”
ดั๊บเบิ้ล เอ มีต้นน้ำแกร่งจาก “เกษตรกร” ที่ปลุกต้นกระดาษ(ยูคาลิปตัส)ร่วมหัวจมท้ายกว่า 3 ทศวรรษ บริษัทมีโรงงานผลิตเยื่อ 2 โรง กำลังการผลิตรวมประมาณ 6 แสนตันต่อปี และโรงงานผลิตกระดาษ 4 โรง กำลังการผลิตรวม ประมาณ 7.45 แสนตันต่อปี เมื่อเทียบกับคู่แข่ง อาจไม่มีโรงฯเยื่อที่ต้องใช้พลังงานมาก หรือการไม่มีวัตถุดิบไม้มาทำเยื่อกระดาษ ล้วนมีผลต่อต้นทุนมหาศาลในการผลิตสินค้า ส่วนปลายน้ำ บริษัทขายสินค้าไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลก มีพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายที่แข็งแกร่งเจาะถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
ปัจจุบันธุรกิจที่ยังใช้กระดาษ มีอยู่ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน หน่วยงานราชการ องค์กรธุรกิจ ฯ ใช้เพื่อร่ำเรียน ตำรา รวมถึงการเขียนสัญญา ดำเนินการเอกสารสำคัญนั่นเอง
สำหรับการส่งออกของดั๊บเบิ้ล เอ ตลาดหลัก 40-50% ยังอยู่ในเอเชีย อีกตลาดสำคัญคือ “ตะวันออกกลาง” ซึ่งยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบ แต่บริษัทเร่งส่งสินค้าให้ลูกค้าตุนไว้ ขณะที่ “สหรัฐ” กลายเป็นตลาดดาวรุ่ง จึงสร้างทีมเจาะลูกค้าเต็มสูบ
ทว่า การเติบโตยังมีข้อจำกัด เมื่อกำลังการผลิตกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ค่อนข้างเต็ม แต่ระยะกลางถึงยาว หากความต้องการสินค้าเพิ่ม บริษัทพร้อม “ผนึกพันธมิตร” เพื่อป้อนการผลิตสินค้า ปั้นแบรนด์รอง(ไฟต์ติ้งแบรนด์) และเปิดกว้างรูปแบบการลงทุน โดยมีการศึกษาโรงงานในประเทศเวียดนาม จีน และอินเดีย เป็นต้น
ปี 2568 บริษัทมีรายได้กว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ปีนี้การเติบโตโฟกัสที่ “กำไร” เพื่อเสริมแกร่งด้านการเงินหรือตุนกระแสเงินสด
“เราอาจไม่เติบโต 10-15% ทุกปี เพราะกำลังการผลิตค่อนข้างเต็ม แต่หากจเพิ่มกำลังผลิตเราอาจไม่ลงทุนเอง แต่ใช้การร่วมมือ เพราะขณะนี้มีโรงงานเปิดใหม่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจีน บางโรงอาจยังไม่มีตลาด แต่เรามีช่องทางขาย 130 ประเทศทั่วโลก มีดิสทริบิวเตอร์ เราคุมต้นทุน คุณภาพได้ พร้อมนำจุดแข็งไปต่อยอด ขยายตลาดในอนาคต”
ปี 2569 เป็นอีกปีที่เต็มไปด้วยความผันผวน กระทบธุรกิจ “จตุพร” เชื่อว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันตัวแปรดังกล่าว หรือ VUCA world เผชิญมาหมด สิ่งสำคัญภายใต้วิกฤติต่างๆ ต้องหาโอกาสเติบโตให้เจอ และหัวใจสำคัญคือการ “รักษาสภาพคล่อง” ให้ดี ซึ่งบริษัทยืนยันมีกระแสเงินสด การเงินที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ

