วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤติใหม่ใกล้เริ่ม ธปท. พร้อมรับมือแค่ไหน?

ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สร้างความเชื่อมั่นว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(BIS ratio) 19.4% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ที่ 8.5% แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยังประมาทไม่ได้

ความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเงินโลกยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และมีโอกาสพัฒนาไปเป็น ‘วิกฤติการเงิน’ ครั้งใหม่ได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะถ้าสถานการณ์ความเชื่อมั่นที่มีต่อ ‘ระบบสถาบันการเงิน’ ยังถูกสั่นคลอนเช่นในปัจจุบัน เพราะแม้แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังออกมาเตือนในเรื่องนี้ พร้อมกับย้ำว่าจะยกระดับการเฝ้าระวังวิกฤติทางการเงินให้สูงยิ่งขึ้นกว่าเดิม

คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ ไอเอ็มเอฟ ได้กล่าวในการประชุมไชนา ดีเวลลอปเมนต์ ฟอรัม ที่กรุงปักกิ่งว่า ปี 2566 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจเผชิญกับความท้าทายสูง ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมไปถึงสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก แม้ปีหน้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น แต่การขยายตัวคาดว่าจะต่ำกว่าระดับ 3.8% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของปีที่ผ่านๆ มา อีกทั้งภาพรวมยังมีแนวโน้มที่อ่อนแออยู่มาก

นอกจากนี้ผู้จัดการกองทุนไอเอ็มเอฟ ยังบอกด้วยว่า แม้หน่วยงานกำกับดูแลของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะจัดการกับความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางการเงินได้อย่างดี หลังจากมีธนาคารพาณิชย์บางแห่งต้องปิดกิจการลง ซึ่งทำให้ตลาดคลายแรงกดดันไปได้มาก แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับย้ำว่า ไอเอ็มเอฟ เองก็จะติดตามสถานการณ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก

สำหรับประเทศไทย แม้ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะออกมาสร้างความเชื่อมั่นว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยข้อมูล ณ สิ้นปี 2565 ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(BIS ratio) 19.4% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ที่ 8.5% ส่วนใหญ่เป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ

นอกจากนี้ สินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤติ (LCR) ยังอยู่ในระดับสูงถึง 197% และมีหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) ในระดับต่ำเพียง 2.73% ขณะที่เงินสำรองต่อหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL Coverage ratio) สูงถึง 171% ถือเป็นระดับที่ดีกว่าช่วงวิกฤติการเงินโลกปี 2551 แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ยังประมาทไม่ได้ 

ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (29 มี.ค.) ตลาดการเงินยังคงคาดการณ์ว่า กนง. จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 0.25% สู่ระดับ 1.75% แต่เราคาดหวังว่า ที่ประชุมจะมีการหารือถึงสถานการณ์การเงินโลกอย่างเข้มข้น เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤติครั้งใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะแม้แต่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและยุโรป ยังเจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิด ประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างเราจึงยิ่งต้องเตรียมความพร้อมรับมือให้ดี ซึ่งเราต้องไม่ลืมว่าวิกฤติมักจะมาในรูปแบบที่เราคาดไม่ถึงตลอด!