รัฐหาราคาเหมาะสมหลัง ‘มาม่า’ ขอขยับ 2 บาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีราคาสินค้าทั่วไปที่ขอปรับขึ้นราคาขายว่า กำลังพิจารณาอยู่ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทั้งตรามาม่า ไวไว ยำยำ ที่ตรึงราคามานาน ซึ่งตอนนี้ทางผู้ผลิตขอขึ้นราคาซองละ 2 บาท จาก 6 บาท เป็น 8 บาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีราคาสินค้าทั่วไปที่ขอปรับขึ้นราคาขายว่า กำลังพิจารณาอยู่ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทั้งตรามาม่า ไวไว ยำยำ ที่ตรึงราคามานาน ซึ่งตอนนี้ทางผู้ผลิตขอขึ้นราคาซองละ 2 บาท จาก 6 บาท เป็น 8 บาท ขณะนี้กรมการค้าภายใน กำลังพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้สมดุลที่สุด ปรับขึ้นราคาน้อยที่สุด ให้ผู้ประกอบการไม่ถึงกับขาดทุน และเลิกผลิตไป จนกลายเป็นสินค้าขาดแคลน

 ตอนนี้หนักใจเรื่องราคาสินค้า เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซหุงต้มเพิ่มสูงขึ้น กลายเป็นต้นทุนการผลิต การขนส่ง ผู้ประกอบการขอขึ้นราคาขอปรับมาเป็นปีแล้ว แต่เราตรึงราคาไว้ ถ้าตัวไหนที่อั้นไม่อยู่จริงๆ จะทำให้หยุดผลิตและของขาดก็จะอนุญาตให้ขึ้นได้ แต่ให้ปรับน้อยที่สุด ถ้าวันไหนต้นทุนลดลงมาก็ต้องปรับลดลงด้วย 
ส่วนกรณีที่ผู้ผลิตไม่สามารถขึ้นราคาขายได้ และลดขนาดสินค้าลงเพื่อให้ขายได้ราคาเดิม นายจุรินทร์ เผยต่อว่า ถ้าอยู่ๆไปลดปริมาณไม่ตรงกับซอง หรือ package ก็จะผิดกฎหมาย ถูกดำเนินคดีได้
ด้านนายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการสำนักกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน)หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเบอร์ 1 อย่าง “มาม่า” เปิดใจถึงสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าโดยรวมยังคงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแป้งสาลี น้ำมันปาล์ม บรรจุภัณฑ์ ฯ

หากไล่เรียงภาวะต้นทุนพุ่งที่บริษัทต้องเผชิญและแบกรับ เป็นดังนี้ แป้งสาลีแตะกว่า 500 บาทต่อถุง จาก 250 บาทต่อถุง น้ำมันปาล์มเคยพุ่งพีคเกินกว่า 6 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) จาก 18 บาทต่อกก. แม้ขณะนี้ราคาอ่อนตัวลง แต่ยังอยู่ระดับสูงกว่า 50 บาทต่อกก. หรือสูงเกือบ 3 เท่าตัว และวัตถุดิบอื่น ทั้งสินค้าเกษตร ที่นำมาทำเป็นเครื่องปรุงรส และแพ็คเกจจิ้งสูงขึ้น 20-30%
นอกจากนี้ ค่าพลังงงาน ค่าไฟฟ้า(เอฟที)ยังมีการปรับขึ้น และในอนาคตผู้ผลิตต้องเผชิญกับต้นทุนค่าแรงขั้นต่ำ ที่คาดว่าจะขยับขึ้นแน่นอน กลายเป็นแรงกดดันต้นทุนใหม่อีกด้วย 
ทั้งนี้ เพื่อให้บริษัทยังสามารถบริหารจัดการด้านการผลิตสินค้าได้ “มาม่า” จึงขอขยับราคาสินค้าขึ้น 2 บาท จากซองละ 6 บาท เป็นซองละ 8 บาท
“สถานการณ์ต้นทุนการผลิตบะหมี่ฯ เวลานี้ ทุกอย่างยังคงปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด แม้ราคาน้ำมันปาล์มจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากจุดที่พึ่งไปสูงสุดหรือพีค แต่แนวโน้มคงไม่กลับมาเท่าเดิมแล้ว หากเราจะปรับราคาขึ้นแค่ 1 บาท ก็คงลำบาก จึงมองว่าราคาที่เหมาะสม เพื่อบริหารจัดการในฐานะผู้ผลิต จึงเสนอขึ้นราคา 2 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการได้ดีที่สุด ทว่า อำนาจการตัดสินใจว่าบะหมี่ฯ จะขึ้นราคาได้หรือไม่ ได้ตามที่ขอไหม ขึ้นอยู่กับอำนาจการพิจารณา และตัดสินใจของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้หาจุดเหมาะสม เพราะต้องมองทุกมิติ รวมถึงช่วงเวลาในการอนุมัติให้ขึ้นเป็นเมื่อใด”
หากผู้ผลิตไม่ได้ปรับขึ้น กรุงเทพธุรกิจ สอบถามถึงการผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดหรือซัพพลายจะเกิดปัญหา “ขาดแคลน” หรือไม่ “พันธ์” ตอบชัดว่า ในฐานะผู้ผลิตจะดูแลบริหารจัดการให้ดีที่สุด พยายามไม่ปล่อยให้สินค้าขาดตลาด สอดคล้องกับสิ่งที่ภาครัฐได้ขอความร่วมมือและย้ำผู้ผลิตอย่าให้เกิดภาวะดังกล่าว
ทั้งนี้ สิ่งที่บริษัททำได้ในฐานะผู้ผลิต แม้ต้นทุนวัตถุดิบแพง ยังคงต้องกัดฟันซื้อวัตถุดิบมาไว้ให้มีปริมาณเพียงพอต่อการผลิตสินค้า
“เรามีการหารือกัน หากต้นทุนพุ่ง ราคาสูงจนไม่สามารถแบกไม่ไหวจะทำอย่างไร ก็ได้ทางออกคือการซื้อวัตถุดิบให้มากสุด เพื่อไม่ให้สินค้าขาดแคลน เพราะบะหมี่ฯ เป็นหนึ่งในสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้บริโภค”
อย่างไรก็ตาม การขอขึ้นราคาสินค้าจาก 6 บาท เป็น 8 บาทต่อซอง ไม่ได้มีเพียงเจ้าตลาดอย่าง “มาม่า” เท่านั้น แต่ยังมีผู้ผลิตรายอื่นเห็นพ้องต้องกันด้วย