วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุ่ม 2.7 หมื่นล้านดันกำลังซื้อผ่าน 3 โครงการ

ครม.อนุมัติคนละครึ่งเฟส 5 วงเงิน 2.1 หมื่นล้าน จ่ายคนละ 800 บาท รวมใช้งบ 5 เฟสกว่า 2.3 แสนล้านบาท พร้อมอนุมัติเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก นายกฯ ชี้รัฐบาลอัดมาตรการช่วยเหลือประชาชนแล้วกว่า 8.5 แสนล้าน

รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อรับมือวิกฤติโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2565 รวมวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท โดยงบประมาณจำนวนหนึ่งถูกนำมาใช้เยียวยาผลกระทบให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ
สำหรับมาตรการสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้ลดผลกระทบด้านกำลังซื้อคือ “มาตรการคนละครึ่ง” ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ ต.ค.2563 ถึง ต.ค.2565 รวม 5 เฟส ใช้วงเงินรวม 234,500 ล้านบาท แบ่งเป็น 5 เฟส ดังนี้ 1.เดือน ต.ค.-ธ.ค.2565 วงเงิน 30,000 ล้านบาท
2.เดือน ม.ค.-มี.ค.2564 วงเงิน 22,500 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมาย 15 ล้านคน 3.เดือน พ.ย.-ธ.ค.2564 อนุมัติวงเงิน 84,000 ล้านบาท
อนุมัติเพิ่มวงเงินอีก 42,000 ล้านบาท รวม 126,000 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมาย 28 ล้านคน
4.เดือน ก.พ.-เม.ย.2565 อนุมัติวงเงิน 34,800 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมาย 29 ล้านคน 5.เดือน ก.ย.-ต.ค.2565 อนุมัติวงเงิน 21,200 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมาย 26.5 ล้านคน
ในขณะที่ มาตรการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีการนำมาใช้รวม 5 เฟส รวมวงเงิน 86,090 ล้านบาท
อนุมัติคนละครึ่งเฟส 5

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองเงินกู้โควิด-19 ภายใต้พระราชกำหนดกู้เงินฯ เพิ่มเติม พ.ศ.2564 โดยอนุมัติให้จ่ายเงินจากเงินกู้ วงเงิน 27,427 ล้านบาท เพื่อนำไปดำเนินการใน 3 โครงการ ได้แก่
 1.คนละครึ่ง ระยะที่ 5 มีผู้ได้รับสิทธิ 26.5 ล้านคน จะได้รับสิทธิประโยชน์โดยภาครัฐช่วยจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตรา 50% ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 800 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.-31 ต.ค.2565 ใช้เงินทั้งสิ้น 21,200 ล้านบาท
2.เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 5 จำนวนไม่เกิน 13.34 ล้านคน โดยช่วยเหลือ 200 บาทต่อคน เป็นเวลา 2 เดือน รวมเป็น 400 บาทต่อคน ใช้เงินทั้งสิ้น 5,336 ล้านบาท 
3.เพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ระยะที่ 3 จำนวนไม่เกิน 2.22 ล้านคน ช่วยเหลือ 200 บาทต่อคน เป็นเวลา 2 เดือน รวมเป็น 400 บาทต่อคน ใช้เงินทั้งสิ้น 890 ล้านบาท

เยียวยาประชาชน8.5แสนล้าน


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.ได้พิจารณาการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางวิกฤตที่ยังคงอยู่ในโลก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลมีมาตรการในการช่วยเหลือเพิ่มเติมได้แก่ มาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าใช้ครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นการใช้เงินกู้ในปี 2564 ต่อเนื่องมา 2 ปีกว่า จนถึงปัจจุบัน โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ช่วยเหลือเยียวยาด้านเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน ผู้มีรายได้น้อย แรงงาน ประกันสังคม ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ กว่า 45 ล้านคน วงเงิน 8.54 แสนล้านบาท รวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจ้างงาน วงเงิน 2.8 แสนล้านบาท
รวมทั้ง ครม.เห็นชอบการเติมเงินช่วยเหลือแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ผู้ที่ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันเป๋าตัง ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนและผู้มีภาวะพึ่งพิงไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นระยะเวลา 2 เดือน วงเงิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 400 บาท ตั้งแต่เดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ และเห็นชอบโครงการคนละครึ่ง เฟส 5 ให้ใช้สิทธิ 2 เดือนวงเงิน 800 บาทต่อคน โดยใช้ได้ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน โดยทั้ง 2 โครงการ จะเริ่มใช้สิทธิได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้
ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนแล้ว ยังเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยให้มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ เศรษฐกิจจะได้ไม่ติดขัด เกิดเงินหมุนเวียนในระบบขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง

 

"อาคม”คาดหนุนจีดีพี0.13%


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสาเหตุที่รัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว แม้จะเจอปัญหาเงินก็ตาม แต่สถานการณ์โควิด ก็ยังมีการติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น ในแง่กำลังซื้อของประชาชนอาจจะไม่เพียงพอบวกกับราคาสินค้ายังแพง ขณะที่ พ่อค้าแม่ขายก็ยังไม่สามารถขายของได้ ฉะนั้น เมื่อใดที่มีมาตรการออกมา โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่ง การค้าขายก็จะคึกคักขึ้น
ทั้งนี้ การที่เราให้วงเงินต่อรายที่ 800 บาท ก็เป็นการดูตามความจำเป็น เพราะช่วงที่ผ่านมา เราได้ใช้เงินไปมาก เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนขาดรายได้ ทางรัฐบาลก็จำเป็นต้องเอาเงินไปสนับสนุน แต่ตอนนี้ ประชาชนเริ่มกลับเข้ามาทำงานและมีรายได้เพิ่ม ฉะนั้น วงเงินที่ให้ก็ถือว่า ช่วยตามความจำเป็น
โดยรัฐบาลจะใช้เม็ดเงินสำหรับมาตรการรักษาระดับการบริโภคในประเทศจากพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท จำนวน 2.74 หมื่นล้านบาท ทำให้เกิดการหมุนเวียนการใช้จ่ายรวมในวงเงินประมาณ 4.86 หมื่นล้านบาท ช่วยสนับสนุนจีดีพีได้ประมาณ 0.13% ทั้งนี้ เมื่อเราใช้เงินจากพ.ร.ก.เงินกู้จำนวนดังกล่าวแล้ว จะเหลือวงเงินในวงเงินกู้อีกประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท
อนุมัติก่อหนี้ใหม่1.41หมื่นล้าน
นายอาคม กล่าวว่า จากที่ครม.เห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2565 ครั้งที่ 3 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเสนอ ประกอบด้วย การปรับแผนการก่อหนี้ใหม่ เพิ่มขึ้น 14,177 ล้านบาท เป็น 1.429 ล้านล้านบาท โดยวงเงินที่เพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้าน เป็นการนำไปเพิ่มสภาพคล่องให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยรองรับการดูแลค่าเอฟที และให้การไฟฟ้านครหลวง ขยายบริการในกรุงเทพฯ ส่วนที่เหลือเป็นอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังมีการปรับแผนการบริหารหนี้เดิมเพิ่มขึ้น 1,500 ล้านบาท เป็น 1.502 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่เพิ่มจากการเคหะแห่งชาติ ไปรีไฟแนนซ์หนี้เดิมเพื่อขยายเวลาชำระหนี้ และอีกส่วนมีการปรับแผนการชำระหนี้ เพิ่มขึ้น 20,835 ล้านบาท เป็น 384,104 ล้านบาท สำหรับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เนื่องจากกองทุนฯ มีการนำรายได้ส่งคืนคลังมากขึ้น
“การปรับแผนก่อหนี้รอบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรัฐวิสาหกิจนำไปใช้พัฒนาและขยายการให้บริการต่างๆ ทั้งไฟฟ้า ประปา โดยคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีงบประมาณ 30 ก.ย.65 สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะลดลงเหลือ 61.3% จากเดิมที่คาดไว้ 62.76% เนื่องจากจีดีพีปีนี้มีอัตราการเติบโตดี โดยขยายตัวถึง 3.5% และยังอยู่ในกรอบหนี้สาธารณะที่กำหนดไม่เกิน 70%”
ขอแบงก์ชะลอขึ้นดอกเบี้ย
นายอาคม กล่าวว่า หากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการปรับดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะส่งผ่านไปถึงดอกเบี้ยของสถาบันการเงินประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งถึงเวลานั้นก็จะกระทบต่อต้นทุนของผู้ที่กู้เงินแน่นอน ดังนั้น จึงขอความร่วมมือสถาบันการเงินในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้อย่าให้กระทบกับลูกค้ามากเกินไป ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้ออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบในแง่ของกำลังซื้อด้วย
“ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นก็ส่งผลต่อระดับราคาสินค้าให้เพิ่มขึ้นด้วย และส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ แม้ภาวะเงินเฟ้อของไทยจะมาจากการปรับขึ้นของราคาสินค้าและราคาพลังงาน ไม่ใช่จากความต้องการบริโภคที่มากเกินไป ซึ่งจากวิกฤติซ้อนวิกฤติจากโควิด-19 และราคาพลังงาน ที่ทำให้เงินเฟ้อพุ่ง ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องออกมาตรการเข้ามาช่วยในเรื่องของกำลังซื้อ
ขณะเดียวกันยอมรับว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็จะมีส่วนที่กระทบต่อหนี้ของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของต้นทุนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้ปรับเพิ่มขึ้นตาม แต่ทั้งนี้ส่วนใหญ่หนี้ของรัฐบาลจะเป็นดอกเบี้ยแบบคงที่ แต่ในการระดมทุนในระยะต่อไปก็อาจกระทบให้ต้นทุนสูงขึ้นได้
อย่างไรก็ตามมองว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ก็เพื่อรักษาส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศไม่ให้ห่างมากจนเกินไป เพราะจะกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด