วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“นิเวศความยั่งยืน”บนพื้นฐาน เปลี่ยนผ่านพลังงาน-ยานยนต์

ความพยายามที่จะอยู่กับความยั่งยืน เพื่อรักษาทรัพยากรและโอกาสให้สืบต่อไปอีกยาวนานนั้นกำลังเป็นความท้าทายของทุกคนไม่เว้นแม้แต่ภาคธุรกิจที่ต้องเร่งตัวเองเพื่อเป้าหมายแห่งมวลมนุษยชาตินี้

S&P Global Ratings ได้เผยแพร่รายงาน “จากประกายไฟสู่ความโชติช่วง : เทคโนโลยีแห่งเอเชียที่โอบอุ้มยานยนต์ไฟฟ้า” สาระสำคัญส่วนหนึ่ง ระบุว่า ยอดขายยานยนต์ไฟฟ้า(EV)ในกลุ่มรถยนต์นั่งทั่วไปทั่วโลกจะเติบโตขึ้นถึง 15-20% ในปี 2568 ขณะที่ปี 2564ซึ่งเติบโตที่ 8.3%  จากการเติบโตนี้จะเป็นความท้าทายบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ที่ต้องเผชิญความต้องการเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมาก จึงเป็นบทบาทสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ที่จะมีส่วนในการโอบอุ้มและผลักดันให้ตลาดอีวีเติบโตอย่างรวดเร็ว 

บทวิเคราะห์ดังกล่าว สะท้อนถึงบทบาทของภาคธุรกิจที่จะมีส่วนเร่งเป้าหมายการดูแลรักษาโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน  อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน “Future Energy Asia and Future Mobility Asia 2022" ว่า เป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยจะอยู่ภายในปี 2593-2603  ในส่วนของอุตสาหกรรมEVและพลังงานของไทยจะมีบทบาทสำคัญ นำไปสู่ PTT Group Ecosystem โดยเริ่มจาก การเลือกวัตถุดิบ การเลือกใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีใบอนุญาต และเข้าสู่กระบวนการผลิตแบตเตอรี่รวมถึงการสร้างตลาดบริการหลังการขายด้วย 

สอดคล้องกับความเห็นของเปรมฤทัย วินัยแพทย์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า เห็นได้ชัดขณะนี้เรากำลังเผชิญกับความ ท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านพลังงานควบคู่ไปกับการระบาดใหญ่ของโควิดและสถานการณ์วิกฤติพลังงาน 

โดยในการประชุมสุดยอดผู้นำ COP26 Leader's Summit ประเทศไทยได้ประกาศตั้งเป้าหมายใน การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero ) ภายในปี พ.ศ. 2608 

ในส่วนประเทศไทยกำลังเดินหน้ากำหนด แผนพลังงานแห่งชาติ 2565 เพื่อมุ่งสู่อนาคตแห่งพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดรักษ์โลก พร้อมกับความมั่นคงและการแข่งขันด้านพลังงานเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยดำเนินงานตามนโยบาย 4D ซึ่งประกอบด้วย Decarbonization คือ การลดการ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ , Decentralization คือการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว และความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า, Deregulationคือ การเปิดเสรีภาพพลังงานเพื่อกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม และการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และ Digitalization คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ร่วมกับเทคโนโลยีด้านพลังงาน 

ตามแผนดังกล่าว ได้อนุมัติเป้าหมายในการส่งเสริมยานยนต์ไร้มลพิษ (Zero Emission Vehicle หรือ ZEV) ซึ่งเรียกว่านโยบาย 30@30 เพื่อส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ได้ถึง 30% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งภายใต้นโยบายดังกล่าว มีมาตรการสนับสนุนและข้อเสนอจูงใจหลายประการในการ กระตุ้นตลาด EV อาทิ การสนับสนุนการลงทุนสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า การกำหนดมาตรฐานและ ข้อบังคับสำหรับการขอใบอนุญาต และการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูล EV 

“นิเวศความยั่งยืน”บนพื้นฐาน  เปลี่ยนผ่านพลังงาน-ยานยนต์

ในขณะที่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ตั้งเป้าหมาย ที่จะพัฒนาโรงงานให้มีขนาดกำลังการผลิตอยู่ที่ 40 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2573 รวมถึงวางแผน ติดตั้งสถานีชาร์จแบบ Fast Charging ให้ได้ 12,000 ยูนิตทั่วประเทศ

มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่คาร์บอนต่ำในอนาคต ข้อมูลจาก ปตท. พบว่าความต้องการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และความต้องการทางด้านถ่านหินลดลง นำไปสู่การใช้เทคโนโลยี เช่น โครงการต้นน้ำอาทิตย์ซีซีเอส หรือโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storageซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่หลาย ๆ ประเทศวางแผนนำมาใช้

ขณะนี้ ภาคเอกชนและรัฐกำลังเดินหน้าตามแผนที่มีเข็มทิศแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเครื่องนำทางแต่เป้าหมายที่กำหนดไว้ที่จะปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์นั้นก็ยังเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในโซนที่เรียกว่าความพยายามเท่านั้น ขณะที่โซนแห่งความสำเร็จเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป