นักวิเคราะห์ชี้ เงินบาทอ่อนค่า กระทบนำเข้าต้นทุนพุ่ง ห่วงดันเงินเฟ้อเพิ่ม กดดันผู้บริโภค มีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่ม ชี้เทรนด์ยังอ่อนค่าต่อแตะ 37 - 38 บาทต่อดอลลาร์ ในไตรมาสนี้
สถานการณ์ “ค่าเงินบาท” ในปัจจุบัน ถือว่าเคลื่อนไหวอ่อนค่าต่อเนื่อง วานนี้(19 ก.ค.) เปิดตลาดมายืนอยู่ที่ระดับ 36.68 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าหากเทียบกับวันก่อนหน้าที่ 36.60 บาท ต่อดอลลาร์ หากมองไปในระยะข้างหน้า ฝ่ายวิเคราะห์หลายองค์กร ยังมองทิศทางเงินบาท ว่ายังมีทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่องไปสู่ระดับ 36.70-36.80 บาทต่อดอลลาร์
แล้วเงินบาทที่อ่อนค่า ดีกับเศรษฐกิจไทยหรือไม่? ที่ผ่านมาเรามักจะคุ้นชินกับคำว่า เงินบาทอ่อน มักเป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทย “มากกว่า” ผลลบ ดีกว่าแข็งค่า เพราะทำให้ผู้ส่งออกมีความสามารถแข่งขันเพิ่มขึ้น ผู้ส่งออกจะได้เงินมากขึ้น เมื่อแลกจากเงินดอลลาร์เป็นเงินบาท
หากดูข้อมูลถัวเฉลี่ยการส่งออกและนำเข้า จากข้อมูลของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics)พบว่า จำนวนการส่งออกของไทย มีมากกว่านำเข้า โดยสิ้นปีนี้ คาดว่าการส่งออกจะอยู่ที่ 2.83 แสนล้านบาท ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 2.77 แสนล้านบาท ดังนั้นหากหักกลบกันแล้ว ก็แปลว่ามีผู้ส่งออกมากกว่าผู้นำเข้า
ดังนั้น การที่เงินบาทอ่อนค่า ถือว่าดีต่อภาคเศรษฐกิจไทยโดยรวมมากกว่า แต่ก็ไม่เสมอไป! เพราะภายใต้เงินบาทอ่อนค่า กลับเต็มไปด้วยปัจจัยแฝง ปัจจัยเสี่ยง ที่มากระทบอีกมาก
“อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า แม้เงินบาทอ่อนค่า โดยรวมจะดีกับเศรษฐกิจไทย เพราะเศรษฐกิจไทย มีการนำเข้ามากกว่าส่งออก
แต่สถานการณ์ปัจจุบัน เงินบาทอ่อนค่าแรงกว่าค่าเงินในภูมิภาค จากปัจจัยจากความไม่แน่นอน ในการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ กับความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงรูปเงินบาท และโยกเงินกลับไปถือรูปดอลลาร์
ซึ่งเงินบาทที่อ่อนค่าช่วงนี้ ไม่ได้เป็นผลดีกับผู้นำเข้า และผู้บริโภค เพราะผู้นำเข้าจะต้องเผชิญจากต้นทุนที่แพงขึ้น ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่นำพา “เงินเฟ้อ” เข้ามาเพิ่มขึ้น เหล่านี้จะย้อนกลับมากระทบต่อผู้บริโภค ให้มีต้นทุนมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดได้
นอกจากนี้ หากดูด้านอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทย พบว่า ติดลบหนักสุดในภูมิภาค เหล่านี้อาจสะท้อนไปถึง “ความน่าเชื่อถือ” ความเชื่อมั่นในมุมของนักลงทุนที่มองกลับมาที่เศรษฐกิจไทยลดลงได้
“การที่เงินบาทอ่อนค่า ธปท.ยังไม่น่าแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งหากดูทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ถือว่าลดลงมามากในระยะนี้ ดังนั้นอาจเป็นการส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยชัดเจนขึ้น และจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หรือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ลบด้วยอัตราเงินเฟ้อของไทยนับว่าต่ำที่สุดในภูมิภาค และอาจกดดันให้ ธปท.ต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าคาด เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพค่าเงิน”
“กอบสิทธิ์ ศิลปชัย” ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หากดูทุนสำรองของไทยในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 2-3 พันล้านดอลลาร์ เพื่อดูแลค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่ามากกว่าควรจะเป็น
อย่างไรก็ตาม การที่เงินบาทอ่อนค่า ก็สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่มีต่อเอเชียต่อประเทศไทย เพราะภายใต้ที่ “เฟด” ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ท้ายที่สุด เฟดอาจลากทุกคนลงเหว เพราะภายใต้โควิด-19 ที่ผ่านมา แต่ละประเทศสะสมหนี้จำนวนมาก
ดังนั้นแรงกดดันนี้จะยังอยู่ ที่อาจส่งผลให้ค่าเงินบาท และค่าเงินเอเชียอ่อนค่าต่อเนื่องได้ จากความกังวลของนักลงทุน จึงเกิดการขายสินทรัพย์ที่เป็นเงินบาท เงินสกุลเอเชีย เพื่อกลับไปถือเงินดอลลาร์
การที่เงินบาทอ่อนค่า ก็ย่อมมีคนที่รับผลกระทบ และคนได้อานิสงส์ แต่ประเทศไทยมีการนำเข้าค่อนข้างมาก ดังนั้นประเทศไทยอาจไม่ได้เปรียบ ระยะยาวหากเงินเฟ้อสูงขึ้น อาจกระทบไปสู่ต้นทุน ค่าใช้จ่ายในประเทศที่อาจเพิ่มขึ้น
อีกทั้งหากดูเงินบาทที่อ่อนค่า วันนี้ไทยถือว่าเริ่มเข้าใกล้ “เงินเยน” ของญี่ปุ่นที่อ่อนค่าอันดับหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมี FDI จากญี่ปุ่นค่อนข้างมาก ดังนั้น หากค่าเงินบาทแข็งค่า เมื่อเทียบกับเงินเยน อาจทำให้กระทบต่อบรรยากาศการลทุนในระยะข้างหน้าได้
“นริศ สถาผลเดชา” หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) กล่าวว่า หากพูดในเชิงการค้า เงินบาทที่อ่อนค่า มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า การที่บาทแข็งค่า เพราะไทยมีการส่งออกมากกว่านำเข้า แต่ดุลการชำระเงิน ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลต่อเนื่อง อาจทำให้ประเทศไทย ต้องเผชิญกับความเสี่ยง จากเงินทุนไหลออกมากขึ้น
หากดูข้อมูลทุนสำรองจนถึง สิ้นพ.ค. พบว่าเราขาดดุลการชำระเงินแล้วที่ 2 พันล้านดอลลาร์ ดังนั้นหากค่าเงินบาทยิ่งอ่อนค่า โอกาสที่จะเห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น ดังนั้นก็ต้องจับตาว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จะขาดดุลต่อเนื่องหรือไม่
เพราะตราบใดที่ ดุลการชำระเงิน และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ก็จะยิ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง และทำให้นักลงทุนเข้ามา “เก็งกำไร”จากทิศทางค่าเงินบาทที่จะยิ่งอ่อนค่ามากขึ้น จนกว่าดุลการชำระเงิน ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเริ่มกลับมาเป็นบวกได้
หากดูสถานการณ์เงินบาทวันนี้ ถือว่ายังอ่อนค่าเกาะกลุ่มกับภูมิภาค หรืออันดับที่ 4 ของค่าเงินที่อ่อนค่าสุดหากเทียบกับภูมิภาค โดยไทยอ่อนค่าตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน 8.8% ขณะที่อันดับหนึ่งคือ เยน ญี่ปุ่น อ่อนค่าไปถึง 16% อันดับสองคือ เปโซ ฟิลิปปินส์ 9.51% และวอนเกาหลีใต้ 9.3%
แต่หากดูทิศทางค่าเงินบาทข้างหน้า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ามากขึ้น เพราะวันนี้ตลาดเคลื่อนไหว one side หรือ ด้านเดียว ตราบใดที่ความกังวลของนักลงทุนยังอยู่ ดังนั้นหากมองไปข้างหน้า ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าไปถึง 37-38 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาส 3 นี้
“ท้ายที่สุดมองว่า การขึ้นดอกเบี้ย อาจไม่ใช่โจทย์หลักในการแก้ไขปัญหาเงินบาทอ่อนค่า แต่การขึ้นดอกเบี้ยของ กนง.รอบนี้ หลักๆ มาจากเงินเฟ้อ เพราะหากดูค่าเงินในภูมิภาค อย่างเกาหลีใต้ พบว่าขึ้นดอกเบี้ยไปเยอะ ตอนนี้ 2.2%
ขณะที่คาดการณ์ของไทย สิ้นปีนี้ อยู่ที่ 1.25% ดังนั้นยังห่างกันมากถึง 1% แต่วันนี้ค่าเงินเกาหลีใต้อ่อนค่ากว่าไทย ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไปปิด Gap เพื่อดูแลเงินบาท เศรษฐกิจอาจรับไม่ไหว ดังนั้นวันนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนไม่มีทางเลือกในการแก้ไขเงินบาท”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์









