วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ ไซด์เวย์ ตลาดน่าจะเริ่มยืนได้หลังลงมาระดับหนึ่ง

ในสัปดาห์ที่แล้ว (11-15 กรกฎาคม) ตลาดหุ้นไทยปรับลงต่ออีกเนื่องจากมีปัจจัยลบสองสามประการ ได้แก่ ความกลัวเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกถดถอยที่กดดันราคาน้ำมันดิบ และหุ้นกลุ่มพลังงาน

ในขณะที่รายงานการพบผู้ติดเชื้อ Omicron สายพันธุ์ย่อย BA.5 ในประเทศจีนทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน และโมมนตัมนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทย นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารยังถูกกระทบอย่างหนักจากภาวะเส้นผลตอบแทนพันธบัตรลาดลง (yield curve inversion) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งถือเป็นปัจจัยลบตามธรรมชาติของกลุ่มการเงินอยู่แล้ว และในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าผลประกอบการของกลุ่มธนาคารไทยใน 2Q65 จะไม่โดดเด่นนัก

 

สำหรับในสัปดาห์นี้ (18 – 22 กรกฎาคม) เราคาดว่าดัชนี SET จะพักสร้างฐาน โดยโมเมนตัมขาลงน่าจะชะลอลง เพราะได้แรงหนุนจากมุมของราคาหุ้นที่ลงมาจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปีขยับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.50% ทำให้ความเสี่ยงทางลงของราคาหุ้นจำกัดเมื่อวิเคราะห์จากวิธี earnings yield gap (EYG) ซึ่งเมื่ออิงตัวเลข EYG แบบค่อนข้างอนุรักษ์นิยมที่ 4.6% (ค่าเฉลี่ย + 1.0 S.D.) และ consensus EPS ปี 2566 ที่ 107 จะทำให้ทางลงของดัชนี SET อยู่ที่ 1,510 ซึ่งต่ำกว่าราคาปิดเมื่อวันศุกร์เพียง 1.50% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เราไม่คิดว่าตลาดจะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนในสัปดาห์นี้ เพราะนักลงทุนยังคงติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ และผลการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า ส่วนทางฝั่งยุโรป จะมีเหตุการณ์สำคัญคือการประชุมนโยบายการเงินของ ECB และความคืบหน้าในประเด็นท่อส่งก๊าซ Nord Steam 1

 

 

 

 

 

ปัจจัยมหภาคในสหรัฐและยุโรปจะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนภาวะตลาด

(0) ติดตามตัวเลขที่อยู่อาศัยของสหรัฐ และ flash PMIs แบบจำลอง GDP tracker ล่าสุดของ Atlanta Fed ประเมินว่า GDP สหรัฐใน 2Q65 จะหดตัว 1.5% QoQ SAAR และนักลงทุนควรจะติดตามตัวเลขสำคัญในภาคที่อยู่อาศัย อย่างเช่น สถิติที่อยู่อาศัยเดือนมิถุนายน (19 กรกฎาคม) และยอดขายบ้านมือสอง (20 กรกฎาคม) ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ตัวเลขที่อยู่อาศัยของสหรัฐที่แย่ลงเป็นหนึ่งในจุดที่อ่อนไหวของเศรษฐกิจสหรัฐ นอกจากนี้ ในวันที่ 22 กรกฎาคม จะมีการประกาศตัวเลข S&P global flash PMI ด้วย ซึ่งจะเป็นหนึ่งในตัวชี้นำเศรษฐกิจตัวแรก ๆ ของเดือนกรฎาคมที่จะออกมา

(0/-) ทางฝั่งยุโรปต้องติดตามผลประชุม ECB และตัวเลข flash PMIs นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps เป็น 0.25% ในการประชุมวันที่ 21 กรกฎาคม เพื่อตอบสนองต่อการที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม เรายังสงสัยว่า ECB จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในอนาคตได้หรือไม่เมื่อมีสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามตัวเลข S&P global flash PMI ที่จะประกาศออกมาในวันศุกร์นี้ และสถานการณ์ของท่อส่งก๊าซ Nord Stream 1 ซึ่งอยู่ระหว่างการปิดซ่อมบำรุงตามแผนจนถึงวันพฤหัสบดีนี้

 

 

ราคาหุ้นมีความเสี่ยงทางลงจำกัด เรายังคงแนะนำซื้อสะสม

เนื่องจากเรามองว่าตลาดหุ้นไทยมีทางลงจำกัดหลังเกิดการปรับฐานในช่วงที่ผ่านมา และตลาดการเงินรับรู้โอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปอาจจะชะลอตัวลงไปในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น เราจึงยังคงคำแนะนำซื้อสะสมในช่วงที่ตลาดพักฐานในสัปดาห์นี้ ถึงแม้ว่าสภาวะตลาดอาจจะสะดุดกับสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศจีน และโมเมนตัมนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทย แต่เรายังคงเน้นหุ้นที่เราชอบในกลุ่มขนส่ง (AOT*, BEM*), กลุ่มค้าปลีก (CPALL*) และกลุ่มที่ผลประกอบการมีแนวโน้มแข็งแกร่ง อย่างเช่น อาหาร และเครื่องดื่ม (CBG*, CPF*, TFG) สำหรับกลุ่มธนาคารนั้น เราแนะนำให้นักลงทุนย่อยผลประกอบการ 2Q65 และมุมมองของผู้บริหารธนาคารสำหรับระยะต่อไปก่อนแล้วค่อยกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารอีกครั้ง