วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การบินไทยเขย่าโครงสร้างทุน 'คลัง' ลดสัดส่วนหุ้นเหลือ32%

“การบินไทย” คาดนัดเจ้าหนี้ ก.ย.นี้ พิจารณาแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการ พร้อมลุยปรับโครงสร้างทุน เผย “คลัง” สัดส่วนหุ้นเหลือ 32.7% ยืนยันพร้อมแปลงหนี้เป็นทุน 1.2 หมื่นล้าน ชี้ยังสถานะสายการบินแห่งชาติ ระบุแผนฟื้นฟูใหม่ เพิ่มอำนาจผู้บริหารแผนจัดการกลุ่มเจ้าหนี้

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้แสดงความมั่นใจถึงการออกจากแผนฟื้นฟูกิจการก่อนครบกำหนด โดยได้ยื่นศาลล้มละลายกลางเพื่อขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2565 ซึ่งประเด็นหลักที่ยื่นขอแก้ไขเกี่ยวข้องกับการก่อหนี้ การระดมทุน แหล่งเงินทุนใหม่และเงื่อนไขแห่งหนี้สินและเงินทุน  และคาดว่าจะมีการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการฉบับแก้ไขในเดือน ก.ย.2565

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยยื่นขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไปแล้ว โดยกำหนดปรับโครงสร้างทุน การลดทุน และการเพิ่มทุน ซึ่งแก้ไขการเพิ่มทุนจดทะเบียนไม่เกิน 80,172 ล้านบาท มีเป้าหมายทำให้ส่วนของทุนเป็นบวกภายในปี 2567 เพื่อให้หุ้นสามัญของการบินไทยกลับไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้อีกครั้งในปี 2568

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและเจ้าหนี้ให้การสนับสนุนแผนฟื้นฟู การปรับโครงสร้างทุน การลดทุนและการเพิ่มทุนครั้งนี้ โดยการบินไทยได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังและเจ้าหนี้มาตลอด ซึ่งภายหลังการแปลงหนี้เป็นทุน และการขายหุ้นเพิ่มทุนแล้ว กระทรวงการคลังจะถือหุ้นให้สัดส่วนประมาณ 33% และเมื่อรวมสัดส่วนการถือหุ้นของสถาบันทางการเงินภาครัฐที่เป็นเจ้าหนี้ อาทิ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน จะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐสูงกว่า 40%

“การปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้จะส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐ โดยกระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นหลัก และทำให้การบินไทยยังเป็นสายการบินแห่งชาติตามที่รัฐบาลสนับสนุน แต่ไม่ใช่รูปแบบรัฐวิสาหกิจ เพราะภายใต้แผนฟื้นฟูกำหนดชัดเจนว่าการบินไทยจะไม่กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจอีก เพื่อทำให้การบริหารงานคล่องตัว ซึ่งกระทรวงการคลังและภาครัฐพร้อมสนับสนุนการบินไทย”

“คลัง” เหลือสัดส่วนหุ้น 32.7%

รายงานข่าวจากการบินไทยระบุว่า ก่อนการยื่นแผนฟื้นฟูกิจการ กระทรวงการคลังและธนาคารออมสินถือหุ้นในการบินไทยรวม 53.16% ซึ่งทำให้การบินไทยอยู่ในสถานะของรัฐวิสาหกิจ หลังจากนั้นในเดือน พ.ค.2563 กระทรวงการคลังได้ขายหุ้นให้กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง 3.17% ทำให้เหลือหุ้น 48% และทำให้การบินไทยพ้นสภาพรัฐวิสาหกิจ

ทั้งนี้ตามข้อเสนอการแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนการปรับโครงสร้างทุนจะส่งผลให้กระทรวงการคลังมีสัดส่วนการถือหุ้นภายหลังการปรับโครงสร้างทุนที่ 32.7% และเมื่อรวมสัดส่วนการถือหุ้นของหน่วยงานภาครัฐอื่นจะมีสัดส่วนการถือหุ้นของหน่วยงานภาครัฐสูงกว่า 40% โดยสัดส่วนหุ้นลดลงจากการที่กระทรวงการคลังไม่ได้ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่การบินไทยให้สิทธิกับผู้ให้สินเชื่อใหม่ แต่กระทรวงการคลังยังให้ความร่วมมือในส่วนการแปลงหนี้เป็นทุน

พร้อมแปลงหนี้เป็นทุน

นอกจากนี้ คณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาการบินไทย ได้รายงานผลดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการครบ 1 ปี ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบเมื่อวันที่ 12 ก.ค.2565 โดยเฉพาะในประเด็นการขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ไปแล้ว ซึ่งมีรายละเอียดครอบคลุมการปรับโครงสร้างทุนได้แก้ไขการเพิ่มทุนจดทะเบียนไม่เกิน 80,172 ล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายให้ส่วนของทุนเป็นบวกภายในปี 2567 เพื่อให้หุ้นสามัญของการบินไทยกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2568 กำหนด 5 แนวทาง ดังนี้

1.ให้สิทธิผู้สนับสนุนสินเชื่อใหม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนหรือแปลงหนี้เป็นทุน จำนวนเงินไม่เกิน 12,500 ล้านบาท ที่ราคา 2.5452 บาทต่อหุ้น 

2.ให้เจ้าหนี้ผู้ถือหุ้น (กระทรวงการคลัง) แปลงหนี้เงินต้นเดิมเป็นทุนจำนวน 12,827 ล้านบาท ที่ราคา 2.5452 บาทต่อหุ้น 

3.ให้เจ้าหนี้สถาบันการเงิน และเจ้าหนี้หุ้นกู้ แปลงหนี้เงินต้นเดิมเป็นทุนจำนวน 25,000 ล้านบาท หรือ 24.75% ของหนี้เงินต้นเดิมของเจ้าหนี้แต่ละราย ที่ราคา 2.5452 บาทต่อหุ้น

4.เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นเดิม เป็นจำนวนประมาณ 25,000 ล้านบาท ในราคาไม่ต่ำกว่า 2.5452 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นเดิมใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เต็มจำนวน ให้นำหุ้นส่วนที่ไม่มีการใช้สิทธิมาเสนอขายให้แก่พนักงานของการบินไทย และเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ต่อไปตามลำดับ

5.ให้สิทธิเจ้าหนี้ที่มีดอกเบี้ยใหม่ตั้งพักแปลงดอกเบี้ยใหม่ตั้งพักเป็นทุน จำนวนไม่เกิน 4,845 ล้านบาท ที่ราคา 2.5452 บาทต่อหุ้น 

เพิ่มอำนาจผู้บริหารแผน

นอกจากนี้ ในคำร้องขอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการที่ยื่นไปแล้วได้ระบุประเด็นสำคัญ เช่น การแก้ไขเพิ่มรายละเอียดจำนวนหนี้ที่ต้องชำระ รวมถึงกำหนดการชำระและการดำเนินการเกี่ยวกับอากาศยานที่เช่า สำหรับเจ้าหนี้กลุ่ม Export Credit Agency (ECA) ให้เป็นไปตามสัญญาระงับข้อพิพาท ส่วนประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น

1.แก้ไขรายละเอียดการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้บางกลุ่ม 2.แก้ไขรายละเอียดผลสำเร็จของแผนฟื้นฟูกิจการ 3.ยกเลิกคณะกรรมการกำกับดูแลสินเชื่อใหม่ 4.แผนการชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้การค้าที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อารดำเนินธุรกิจของการบินไทยในต่างประเทศ และการแก้ไขรายละเอียดการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้บัตรโดยสาร 5.การเพิ่มอำนาจผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการในการเปลี่ยนแปลงและจัดกลุ่มเจ้าหนี้ให้ถูกต้อง

ทั้งนี้ การบินไทยประเมินว่า แผนฟื้นฟูกิจการที่มีการปรับปรุงครั้งนี้นี้จะทำให้การบินไทยมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยมาจากการแปลงหนี้เป็นทุน 55,000 ล้านบาท และการขายหุ้นเพิ่มทุน 25,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ส่วนของผู้ถือหุ้นพลิกกลับมาเป็นบวกราว 70,000 ล้านบาทในปี 2567 จากปัจจุบันที่ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 78,000 ล้านบาท

แก้ไขแผนขอสินเชื่อมใหม่

นอกจากนี้ ในการแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการได้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดของการก่อหนี้และการระดมเงินทุน รวมถึงแหล่งเงินทุนและเงื่อนไขแห่งหนี้สินและเงินทุน โดยกำหนดแก้ไขวงเงินการจัดหาสินเชื่อใหม่ในรูปแบบสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) ไม่เกิน 6 ปี และหรือตราสารหนี้ที่มีอายุการไถ่ถอนไม่น้อยกว่า 6 ปี เป็นจำนวนไม่เกิน 12,500 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจปกติ และค่าใช้จ่ายในการลงทุนสำหรับการบินไทยและบริษัทย่อย โดยให้ผู้บริหารแผนมีอำนาจในการเจรจา ตกลงเงื่อนไขในสัญญา และเข้าทำสัญญาที่เกี่ยวข้อง 

รวมถึงสามารถนำทรัพย์สินที่ไม่มีภาระผูกพันไปเป็นหลักประกัน นอกจากนี้ การบินไทยจะมีการเพิ่มเติมการจัดหาสินเชื่อใหม่ในรูปแบบสินเชื่อหมุนเวียน (Revolving Facility) ในวงเงินไม่เกิน 12,500 ล้านบาท

สำหรับปัจจุบันการบินไทยมีเงินสดสุทธิ ณ วันที่ 30 มิ.ย.2565 ประมาณ 14,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 24 เดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.2563 ทำให้ในขณะนี้การบินไทยยังไม่มีความจำเป็นต้องจัดหาสินเชื่อใหม่ตามที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการในก่อนหน้านี้ที่กำหนดกรอบไว้ 50,000 ล้านบาท อีกทั้งสถานการณ์ด้านการบินปัจจุบันยังเป็นปัจจัยบวกต่อการดำเนินงาน เนื่องด้วยปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ในไตรมาส 4 ปี 2565