วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

สถาบัน"ไคลเมท เชนจ์" รับมือความท้าทายใหม่ ในอุตสาหกรรมไทย

สถาบัน"ไคลเมท เชนจ์"  รับมือความท้าทายใหม่ ในอุตสาหกรรมไทย

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) มีสมาชิกทั่วประเทศ 14,000 บริษัท มีตั้งแต่บริษัทที่ใหญ่ที่สุดไปจนถึงบริษัท SMEs และมี 45 กลุ่มอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็น 11 คลัสเตอร์ กลุ่มการผลิต ใน 76 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ Area based มีเจ้าหน้าที่สภาอุตหกรรมที่เป็นทีมเดียวกัน

ในการเชื่อมต่อหน่วยงานภายนอกรวมถึงภาครัฐด้วย  ดังนั้นการขับเคลื่อนกิจกรรมของสอท.จะส่งในวงกว้างต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ และท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงต่างๆในโลกทั้งด้านสภาพอากาศหรือ Climate change และ การเคลื่อนเข้ามาอย่างรวมเร็วด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ทิศทางอุตสาหกรรมไทยกำลังต้องการเข็มทิศที่แม่นยำและชัดเจน

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ เป็นโจทย์ใหญ่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างมาก ถ้าปล่อยปะละเลยต่างคนต่างไม่สนใจ อุณหภูมิจะสูงขี้น เกิดการละลายน้ำแข็งในขั่วโลก เกิดภัยภิบัติต่อมวลมนุษย์ชาติ 

เมื่อปลายปีที่แล้วมีการประชุม COP26 ที่ สกอตแลนด์ ทุกชาติได้แสดงเจตจำนง ในปี 2030 จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 40 % ปี 2050 ประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน หรือเรียกว่า Carbon neutrality และในปี 2065 ประเทศไทยจะเป็น Net zero emissions ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้นับเป็นสิ่งที่ท้าทาย

 ในส่วนภาคอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและมีสัดส่วนต่อจีดีพี 60 % ของประเทศไทย ต้องรีบติดตามและปรับตัวอย่างใกล้ชิด เพราะทางสหภาพยุโรป( อียู)  ได้จัดตั้งคณะกรรมการและตั้งมาตราฐานว่า CBAM คือ การคำนวณค่าคาร์บอนในการเก็บภาษี นี่คือความท้ายทายที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญอยู่ 

ดังนั้น สอท.จึงมีนโยบายสำคัญคือ ONE FIT คือ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทยให้ข็มแข็งกว่าเดิม จึงจำเป็นต้องทำให้เครื่องยนต์ของประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับและหน้าเชื่อถือ และ One team การทำงานให้เป็นหนึ่งเดียว ในสภาอุตสาหกรรมซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อหน่วยงานภายนอกซึ่งเป็นภาครัฐ มีการประสานงานให้เป็นหนึ่งเดียว ในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ด้านการท่องเที่ยว การเดินเรือ หรือด้านต่างประเทศ 

เป้าหมายท้ายสุดคือ One go เป็นเป้าหมายประเทศให้มีความเข้มแข็งขึ้น โดยภาคอุตสาหกรรมแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ อุตสาหกรรมดั้งเดิม ที่กำลังหนีการถูกดิสรัปที่ต้องมีแพ็กเกจ มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เป็นการซื้อเวลาให้อยู่รอดได้นานขึ้น ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปทางอื่น ขณะที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ส่วนที่ 1 เรียกว่า BCG ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกภาคส่วนของประเทศให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้แบบ Next Normal โดยคาดว่าจะสร้างโอกาสทางการค้าและเกิดเงินทุนหมุนเวียนภายในงานไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท 

ส่วนที่ 2 คือเรื่องสภาวะโลกร้อน จะมีการตั้งสถาบันขึ้นมาเพื่อสำรวจความต้องการคาร์บอนเคดิต และปรับเปลี่ยนให้เป็นอุตสาหกรรมสะอาด ส่งเสริมการทำแพลตฟอร์มในการเทรดกันและซื้อขายกัน จึงจะแข่งขันกันได้ในระยะยาวเป็นยุทธศาสตร์ 

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมกำหนดจะใช้นำร่องด้วย SAIที่มีอยู่ทุกจังหวัดที่เป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมก้าวไปสู่อุตสาหกรรมที่ทันสมัย 

ด้วยการพัฒนา เอสเอ็มอี Smart SMEs ยกระดับ SMEs สู่สากล โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา SMEs ในด้าน 1.Go Digital การนำดิจิทัลมาช่วยยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ 2.Go Innovation การส่งเสริมให้ SMEs เข้าถึงนวัตกรรมและงานวิจัยมากขึ้น 3.Go Global การสร้างและขยายโอกาสในตลาดต่างประเทศผ่านสภาธุรกิจต่าง ๆ และ 4.Smart Service Platform การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยยกระดับการให้บริการ ทั้งหมดนี้คือการจุดประกาย ทำให้เครื่อยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศกลับมาเพื่อสร้างความเข้งแข็งให้กับประเทศ

“ต้องทำให้ประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางของ ICE มาสู่ อีวี จะสร้างตลาดและแฟร์ซิลิตี้ เพื่อแข่งขันและดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกมาลงในประเทศไทย ต้องทำให้เป็น Demand price ให้ได้เพราะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ส่งออกอันดับ 1 ของไทยมาโดยตลอด และมีการจ้างงานมากกว่า 750,000 คน นี่คือส่วนที่ต้องรีบเร่ง”

ต่อมาคือเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ว่าด้วยการนำเศษขยะอุตสาหกรรมผ่านการสร้างแพลตฟอร์มนำขยะกลับมาให้ประโยชน์และช่วยลดมลพิษและลดขยะ แล้วปรับอุตสาหกรรมเป็นเชิงนิเวศ เป็นมิตรต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ในที่สุด