ธปท.ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป “กสิกรไทย” คาดกนง. ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งปีนี้ ส.ค.และพ.ย.นี้ ระดับ 0.25% หวังชะลอเงินบาทอ่อน ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ
นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหาภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการสัมมนาวิเคราะห์สถานการณ์การค้าและการเงินระหว่างประเทศครึ่งปีหลัง 2565 จัดโดยสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงจะพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยจะติดตามแนวโน้ม ความเสี่ยงเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะต่อไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ ค่าเงินบาทยังมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เข้มงวดเป็นสำคัญ หากเทียบกับคู่ค้าของไทยเงินบาทก็ไม่อ่อนค่าไปมากกว่าคู่ค้า ดังนั้น การป้องกันความเสี่ยงจึงจำเป็นเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องตามการบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนการส่งออกยังคงเป็นพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่อาจชะลอลงจากปัญหาเงินเฟ้อและสงครามรัสเซียและยูเครน
โดย ธปท.ประเมินว่าการส่งออกปี 2565 จะขยายตัว 7.9 % แต่ปี2566 จะขยายตัวลดลงเหลือ 2.1 % ตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของหลายประเทศ
ส่วนของเงินเฟ้อสูงขึ้นจากราคาพลังงานและอาหาร ส่งผลต้นทุนที่สูงขึ้นซึ่งจะสูงอยู่ทั้งปี โดยเฉพาะในไตรมาส 3 คาดว่าขยายตัว 7.5% จากนั้นก็จะเริ่มปรับตัวลดลงในต้นปีหน้า ส่วนระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพแม้จะมีจะเปราะบางในบางจุด
คาดกนง.ขึ้นดอกเบี้ย2ครั้งปีนี้
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า คาดการณ์กนง. น่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในช่วงที่เหลือปีนี้
โดยจะเริ่มเห็นการขยับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกช่วงเดือนส.ค. อยู่ที่ 0.25% ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกรอบ 29 เดือน หรือ 2 ปี 4 เดือน นับตั้งแต่พ.ค. 63 หลังจากแบงก์ชาติปรับลดดอกเบี้ยลงครั้งสุดท้ายเหลือ 0.50% จากผลกระทบโควิด-19
โดยประเมินการขึ้นดอกเบี้ยของกนง. ส.ค. นี้ หลักๆ เพื่อดูแลเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าเกินไป เพราะหากไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย อาจยิ่งเป็นแรงกดดันให้เงินเฟ้อยิ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง
ทั้งนี้ มองการขึ้นดอกเบี้ยจะค่อยเป็นค่อยไป โดยขึ้นหนึ่งครั้งตอนเดือนส.ค. และเว้นในการประชุมรอบก.ย. ขึ้นอีกครั้งเดือนพ.ย. เมื่อมีข้อมูลทางเศรษฐกิจ และข้อมูลต่างๆ ชัดเจนมากขึ้น แม้การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คิดว่าเหมาะสมเพื่อช่วยอุดหนุนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
“มองว่าหากชั่งน้ำหนักแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยส.ค.นี้ถือมีผลบวกมากกว่าไม่ขึ้นดอกเบี้ย และหากไม่ขึ้นแบงก์ชาติก็อาจเจอแรงกดดันจากเงินเฟ้อทำให้อาจถูกบังคับให้ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ดังนั้นมองว่าการขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลต่อค่าเงินบาท ไม่ให้อ่อนค่าเกินไป ซึ่งจะส่งผลดีกว่า การปล่อยให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากกนง.ไม่ทำอะไรเลย เงินเฟ้อ อาจส่งผลกระทบไปทำให้ราคาสินค้าต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น เงินในกระเป๋าของประชาชนก็อาจลดลง ดังนั้นเราอาจเจอภาวะถดถอยด้วยตัวเอง”
แบงก์ชาติดูแลเงินบาท
ปัจจุบันเงินบาทยังอยู่ในทิศทางอ่อนค่าหากเทียบกับดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตาม มองทิศทางเงินบาทในระยะข้างหน้า ไม่น่าเห็นอ่อนค่าต่ำกว่า 36 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากเชื่อว่า ธปท. น่าจะเข้าไปดูแลเงินบาทผ่านทุนสำรองระหว่างประเทศต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการขายดอลลาร์ในทุนสำรอง เพื่อนำมาซื้อเงินบาทเพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าเร็วเกินไปในบางช่วง ดังนั้นจะเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมา ธปท. มีการขายดอลลาร์ในทุนสำรองออกไปอย่างต่อเนื่องเห็นการขายมากสุดคือระดับ 3-5 พันล้านดอลลาร์เพื่อลดแรงกดดัน
อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นๆ มองการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 34.70 บาทต่อดอลลาร์ และอาจเห็นเงินบาทกลับไปแข็งค่ามากสุดแตะระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ ในช่วงสิ้นปีนี้ จากภาพรวมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะกดดันให้เงินบาทกลับไปแข็งค่าได้ และจะเห็นดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาติดลบได้ในปีนี้
ทั้งนี้ เงินบาทที่อ่อนค่าในปัจจุบันๆหลักได้รับแรงกดดันจากดอลลาร์ ที่แข็งค่าต่อเนื่อง จากการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวเงินบาทถึง 80-90% ซึ่งจากเงินบาทที่แข็งค่า ก็มีผลกระทบทำให้การนำเข้าในรูปดอลลาร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14-15%
“หากดูพฤติกรรมจากการขายทุนสำรองแบงก์ชาติ จากการขายดอลลาร์ และเข้าซื้อบาท เหล่านี้ก็เป็นการใช้นโยบายการเงินทางอ้อม คล้ายการขึ้นดอกเบี้ย เพราะความสัมพันธ์ส่วนส่วนอัตราดอกเบี้ย จะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนเช่นเดียวกัน ดังนั้นจะดูแคว่า เงินเฟ้อขึ้นแล้วต้องขึ้นดอกเบี้ย คงไม่ใช่ เพราะเงินเฟ้อที่เจอวันนี้ มีส่วนที่มาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 5% ที่มากระตุ้น ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น”
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามหลังจากนี้ มองว่า ภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายสูง จากควันหลงของโควิด-19 และสงครามยูเครนรัสเซีย รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ เพราะหากดูจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในอดีตถึง 14 ครั้ง พบว่า มีโอกาสเกิดภาวะถดถอย 11 ครั้ง









