ธอส.พร้อมตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ โดยจะปรับขึ้นดอกเบี้ยตามหลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อแบ่งเบาภาระประชาชน ประเมินกนง.จะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนส.ค.นี้ ขณะที่ เชื่อดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นสูงสุดไม่เกิน 1% ในหน้า
นายฉัตรชัย ศิริไล กกรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส) กล่าวถึงทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของตลาดโลก โดยกล่าวว่า กรณีเลวร้ายเรามองดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับขึ้น 0.25-0.5% ในปีนี้ และจะปรับขึ้นรวมกันกับในปีหน้าสูงสุดไม่เกิน 1%
“แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกจะปรับขึ้นกว่าระดับดังกล่าว แต่ด้วยปัจจัยในประเทศเอง มองว่า เราไม่ได้อยู่ในกลไกของโลกขนาดนั้น เพราะปัญหาเศรษฐกิจในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ดังนั้น เต็มที่ในปีหน้าและปีนี้รวมกันจะปรับขึ้นไม่ถึง 1%”
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าว คาดการณ์ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินหรือกนง.จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากการประชุมอีก 3 ครั้งในปีนี้
สำหรับในฝั่งของธนาคารนั้น ทางคณะกรรมการได้มีนโยบายว่า หากกนง.ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในเดือนส.ค.นี้ ทางธนาคารจะตรึงอัตราดอกเบี้ยให้นานที่สุด และจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนต.ค.นี้ โดยจะปรับขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งของตลาดที่ปรับขึ้น และ หากกนง.ปรับขึ้นอีกครั้งในปีนี้ ทางธนาคารจะปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่สองในปีหน้า เพื่อให้ประชาชนมีการปรับตัวและแบ่งเบาภาระ
“คณะกรรมการ ธอส. ได้มีมติเห็นชอบให้มีการดูแลลูกค้า โดยปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราต่ำกว่าตลาด ประมาณ 1.25-1.5% เท่านั้น เพื่อแบ่งเบาภาระประชาชน เนื่องจาก ธอส.มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง สามารถนำกำไรส่วนเกินเข้ามาช่วยเหลือลูกค้าตามนโยบายของรัฐบาลได้”
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ ธอส. ยังไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ต้นทุนเงินฝากได้มีการปรับขึ้นไปแล้ว ทำให้กระทบต่อต้นทุนของธนาคารในช่วงแรกประมาณ 1 พันล้านบาทและในช่วงที่สองอีกกว่า 1.3 พันล้านบาท ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ก็จะทำให้กำไรส่วนเกินที่คาดว่าจะเกิน 15% ของเป้าหมายที่ 1.3 หมื่นล้าน ลดลงเหลือเพียงกำไรตามเป้าหมายที่วางไว้เท่านั้น
“เมื่อทุกแบงก์ปรับปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก เราก็ต้องปรับเพิ่มขึ้น ไม่เช่นนั้น เงินก็จะไหลออก”
ส่วนความกังวลถึงผลกระทบในการผ่อนชำระของลูกค้านั้น เขากล่าวเชื่อว่า ในช่วงแรกลูกค้า ธอส. จะยังไม่ได้รับผลกระทบ หากเงินงวดที่ผ่อนยังเพียงพอต่อการตัดเงินต้นกับดอกเบี้ยได้ แต่ยอมรับว่า อาจกระทบในเรื่องของระยะเวลาการผ่อนชำระ เช่น จากเดิมผ่อน 18 ปี เป็น 20 ปี เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากดอกเบี้ยในตลาดมีการปรับขึ้นติดกันหลายๆ ครั้ง ก็จะกระทบต่อเงินงวดในการผ่อนชำระให้ปรับเพิ่มขึ้นบ้าง แต่จะไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
“การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้น ขอเรียนว่า เงินงวดของลูกค้าจะไม่ปรับขึ้นทันที ถ้าเงินงวดเก่ายังพอที่จะชำระทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น เงินงวดจะไม่ถูกปรับ แต่ที่จะเกิดขึ้นคือถ้ามีการปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบกระชั้นมากๆกระทั่งเงินงวดไม่เพียงพอชำระดอกเบี้ยที่จะตัดต้นได้ เงินงวดก็จะต้องปรับเพิ่มขึ้น”
สำหรับตัวเลขหนี้เสียนั้น ล่าสุดอยู่ที่ 4% คาดว่าภายในปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกราว 5 พันล้านบาท หรือ 0.2% ซึ่ง ธอส. ได้มีการสำรองหนี้เสียไว้แล้วทั้ง 100% ทำให้ไม่กระทบต่อฐานะการเงิน
ด้านทิศทางสินเชื่อนั้น เขากล่าวว่า ในช่วงทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เป็นจังหวะที่ดีของผู้ที่มีความพร้อมในการต้องการสินเชื่อ เพื่อรีบFixอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่ต้องยอมรับจะกระทบคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่มีสินเชื่ออยู่แล้ว ถ้าเงินงวดไม่กระทบก็อยู่ได้ อีกกลุ่มคือความสามารถในการกู้ลดลง จากที่ความสามารถในการกู้ได้ 3 ล้านบาท ก็อาจจะได้แค่ 2 ล้านกว่าบาทเท่านั้น
“ด้วยทิศทางดอกเบี้ยดังกล่าว ตัวเลขสินเชื่อของแบงก์สูงมาก เดือนที่ผ่านมา ปล่อยใหม่ได้ถึง 2 หมื่นกว่าล้านบาท และ สามารถปล่อยได้แสนล้านตั้งแต่เดือนห้า ตอนนนี้ เราปรับประมาณการแบงก์ใหม่ ปีนี้อาจจะสูงถึง 2.8-3 แสนล้านบาท แต่ทั้งนี้ ต้องดูการขึ้นดอกเบี้ยด้วย ถ้าขึ้นจะมีผลกระทบไหม”
สำหรับแผนการระดมทุนในปี 65 นอกจากผลิตภัณฑ์เงินฝาก และการเปิดขายสลากออมทรัพย์ล่าสุด ก็เตรียมออกพันธบัตรมาจำหน่ายด้วย เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งขณะนี้ ธอส. มีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อเมื่อเทียบกับ 14 แบงก์พาณิชย์ ลดลงจาก 10% เหลือ 4% สะท้อนว่า ธอส. สามารถเข้าไปซัพพอร์ตสินเชื่อให้กับลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้านได้มากขึ้น









