เปิด10 อันดับ บิ๊กบจ.แห่ซื้อหุ้นQ2/65 "สารัชถ์ "มากสุด 1.5 พันล้าน

เปิด10 อันดับ บิ๊กบจ.แห่ซื้อหุ้นQ2/65  "สารัชถ์ "มากสุด 1.5  พันล้าน

"ผู้บริหารบจ."แห่ซื้อหุ้นไตรมาส2/65 ช่วงราคาร่วง พบ "สารัชถ์ รัตนาวะดี" มากสุด 1.5 พันล้าน ซื้อ GULF - INTUCH รองมา “หมอบุญ" ควัก564 ล้าน ทยอยเก็บ THG   แย้ม หากราคายังร่วง พร้อมซื้อเพิ่มเหตุ มั่นใจพื้นฐานธุรกิจ 

ดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2 ปี2565  ผันผวนในทิศทางขาลงต่อเนื่อง จากช่วงต้นไตรมาสอยู่ที่ 1,700จุด  โดยล่าสุดปรับลง 134 จุด (นับจากสิ้นไตรมาส1-16 มิ.ย.65)  เพราะ ความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อสะกัดเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ

อย่างไรก็ตามในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวดลงนั้น พบว่าผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน(บจ.) บางส่วนได้มีการขายหุ้นออกไป และบางส่วนได้เข้ามาทยอยซื้อหุ้น  โดยทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ”ได้มีการรวบรวมข้อมูล ผู้บริหารบจ.ที่เข้ามาซื้อหุ้นในช่วงไตรมาส2 ปี 2565 มากสุด 10 อันดับแรก ดังนี้   

 อันดับ1.นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หรือGULF รายงาน เข้าซื้อหุ้น  GULF  จำนวน 18.32 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 46.94 บาท   มูลค่า  851.80ล้านบาท  และเข้าซื้อหุ้น บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)หรือ INTUCH จำนวน 8.40 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ  77.468 บาท มูลค่า 650.37 ล้านบาท รวมซื้อหุ้นทั้ง2 บริษัท มูลค่า1,502.17 ล้านบาท

 

อันดับ2.นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG รายงานเข้าซื้อหุ้น THG จำนวน 6.80 ล้านหุ้น  ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 78.83 บาท  มูลค่า 564.56 ล้านบาท ,  อันดับ3.นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน)หรือJMART รายงาน ซื้อหุ้น JMART จำนวน9.84 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ  56.89 บาท มูลค่า 562.18 ล้านบาท

เปิด10 อันดับ บิ๊กบจ.แห่ซื้อหุ้นQ2/65  "สารัชถ์ "มากสุด 1.5  พันล้าน

     อันดับ4 นายเกรียงไกร ศิระวณิช กรรมการ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)หรือ KOOL รายงานซื้อหุ้น KOOL  จำนวน 458.39 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 0.61 บาทต่อหุ้น มูลค่า 228.09 ล้านบาท  อันดับ5 นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ DTAC  รายงานซื้อหุ้น DTAC จำนวน 3.44ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 43.76 บาท มูลค่า 150.87 ล้านบาท

    อันดับ6 นางอารดา จรูญเอก กรรมการ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)หรือ ORI รายงาน ซื้อหุ้นORI 14.06 ล้านหุ้น  ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 10.326 บาท   มูลค่า 142.90 ล้านบาท  อันดับ7 นายเอกชัย สุขุมวิทยา รายงาน ซื้อหุ้นJMART 2.2 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 54.76บาท มูลค่า 120.54 ล้านบาท ,อันดับ8นางอัจฉรา ตั้งมติธรรม กรรมการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)หรือSPLAIรายงาน ซื้อหุ้นSPALIจำนวน 5.95 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 20.40 บาท มูลค่า 120.33ล้านบาท

     อันดับ9 นายเอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ กรรมการ  บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG รายงานซื้อหุ้น  THG  จำนวน 2.27 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 51.58 บาท มูลค่า 116.98 ล้านบาท  และอันดับ10 นายโชติกร ปัญจทรัพย์  บริษัทแอสเซท ไฟว์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ A5 รายงาน ซื้อหุ้น A5 จำนวน 40.50 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 2.72 บาท มูลค่า 114.44 ล้านบาท 

       นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยถึงกรณีเข้าซื้อหุ้น THG เพิ่มอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจาก มองว่าราคาหุ้น THG ร่วงต่ำกว่าราคาพื้นฐานของธุรกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะมาจากภาวะตลาดหุ้นทั้งไทยและทั่วโลกอยู่ในภาวะลำบาก เพราะว่ามีปัจจัยลบกระทบค่อนข้างมาก ทั้ง การขึ้นดอกเบี้ย , เงินเฟ้อ , เศรษฐกิจถดถอย สงครามความขัดแข้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นกระทบต้นทุนธุรกิจ

     ทั้งนี้ในมุมมองส่วนตัว มีความมั่นใจในธุรกิจของบริษัท สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานปี 2565 ที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้น การเข้าซื้อหุ้น เพราะว่า ส่วนตัวมั่นใจในธุรกิจและเชื่อว่าธุรกิจเฮลท์แคร์ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกผันผวนน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ

      “หากราคาหุ้น THG ร่วงลงไปอีก ผมก็จะเข้าไปซื้อเพิ่มอีก ไม่ได้มีวงเงินในการซื้อหุ้น แต่จะมองในมุมที่ว่าหากราคาหุ้นร่วงลงเกินกว่าพื้นฐานที่ตัวเองมองไว้ก็จะทยอยซื้อเก็บไปเรื่อยๆ เพราะมั่นใจธุรกิจของบริษัทจะเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง”

     สำหรับแนวโน้มผลดำเนินงานปี 2565 คาดว่าจะดีกว่าปี 2564 เนื่องจากบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจใหม่เข้ามา โดยเฉพาะจากการต่อ ยอด ธุรกิจการรักษาพยาบาลผู้ติดยาเสพติด และการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งยังคงให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 อย่างครบวงจร ทั้งในส่วนของการป้องกันการรักษา และการฟื้นฟูผู้ป่วยหลังติดเชื้อโควิด-19

     รวมถึงขยายการบริการ สร้างฐานลูกค้าชาวไทยเพิ่มขึ้น โดยการนำเสนอบริการใหม่ๆ เพื่อขยายขีดความสามารถในการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที