วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ดาบสองคม" แห่งความอดุมสมบูรณ์ทางชีวภาพ

ผมเคยตื่นเต้นกับคำกล่าวที่ว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก”

แต่ถ้ามองให้ทะลุ แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ความอุดมสมบูรณ์เป็นทั้งข้อได้เปรียบ และจุดเสี่ยง อยากฟังมุมดีหรือมุมร้ายก่อนล่ะครับ? ปกติผมมักจะเลือกที่จะฟังช๊อยส์ไม่พึงประสงค์ก่อน แล้วค่อยปิดด้วยมุมโลกสวย อย่างน้อยก็จะได้มีความหวัง

ถ้ามองในมุมเสี่ยง ความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์นั้นเท่ากับความหลากหลายของเชื้อก่อโรคมากมาย สารพัดชนิด สารพันรูปแบบ ที่สามารถวิวัฒนาการไปได้อย่างรวดเร็ว และคำว่ารวดเร็วที่ว่านั้น ต้องบอกว่าน่ากลัวกว่าที่หลายคนจะคาดถึง ลองจินตนาการเชื้อแบคทีเรียที่พลิกกลับมาดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาได้แทบทุกชนิดในหลักไม่กี่วันสิครับ แล้วจะรู้ว่าวิวัฒนาการนั้นน่ากลัวขนาดไหนในทางการแพทย์ ยิ่งสิ่งเเวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน โอกาสที่เชื้อโรคอุบัติใหม่ก็จะวิวัฒน์ขึ้นมาก็มีได้มากขึ้นเท่านั้น

รายงานการวิจัยมากมายที่บ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกเป็นผลกระทบมาจากฝีมือมนุษย์นั้นมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์อย่างน่าหวาดวิตก และการเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ก่อให้เกิดการอุบัติขึ้นใหม่ของเชื้อก่อโรคแปลกๆ ที่เราจำต้องผจญกันอยู่ในเวลานี้ และถ้าเราวางแผนไม่ดี บังคับใช้นโยบายไปแทรกแซงระบบนิเวศน์ที่แสนเปราะบางอย่างไม่ระมัดระวังจนเสียหาย ผลที่ย้อนกลับมาทำร้ายเราในภายหลังก็อาจจะสาหัสสากรรจ์ได้เช่นกัน

แต่ธรรมชาติย่อมมีสองด้านเสมอ แน่นอนว่ามีมุมร้าย แต่ตอนท้ายก็ต้องมีส่วนที่ดี เพราะถ้ามองในอีกมุม ความหลากหลายทางชีวภาพก็อาจจะหมายถึงขุมทรัพย์ที่ทรงคุณค่ามหาศาล หากรู้จักที่จะนำไปใช้

แน่นอนว่า ถ้ามีเชื้อดื้อยาก็ต้องมีแหล่งยาปฏิชีวนะ ในความหลากหลายอันน่าอัศจรรย์ อาจจะมีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่เรายังไม่รู้จัก หรืออาจจะแค่ไม่รู้ว่าพวกมันมีความสามารถพิเศษที่น่าสนใจ อย่างไรบ้างที่เราจะไปหยิบคว้ามาใช้ได้ เช่น การศึกษาใหม่ๆ ที่พบว่าหญ้าทะเลก็อาจจะมีกลไกบางอย่างในการลดปริมาณเชื้อก่อโรคที่กระจายอยู่ในแนวถิ่นที่อยู่ของพวกมันได้ ซึ่งจนถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้ว่ากลไกดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร หลายคนอนุมานว่าอาจจะมีปล่อยสารออกฤทธิ์บางอย่างที่อาจจะเอามาประยุกต์ใช้ต่อได้ในทางการแพทย์ก็เป็นได้ หรือแม้แต่ฟองน้ำที่ในอดีตแทบไม่ค่อยเป็นที่นิยมในการศึกษา แต่เนื่องด้วยกลไกการดำรงชีพโดยการกรองกินเชื้อจุลินทรีย์ในนำ้ ทำให้ตอนนี้เริ่มเป็นที่สนใจขึ้นมาเพราะหลายคนคาดว่าพวกมันอาจจะสามารถสร้างออกฤทธิ์ดีๆ ที่เรายังไม่เคยพบที่อาจจะเอามาใช้ (หรือพัฒนาต่อ) เป็นยาปฏิชีวนะเจนเนเรชั่นใหม่ขึ้นมาต่อกรกับเชื้อดื้อยาได้เช่นกัน 

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้เข้าร่วมประชุมกับนักวิจัยต่างประเทศจากหลายประเทศ และพบว่าพวกเขาเริ่มหันมาสนใจกันอย่างจริงจังในเรื่องการขุดเอาทรัพยากรดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในความหลากหลายทางชีวภาพมาใช้

สำหรับประเทศไทย งานวิจัยด้านการสำรวจความหลากหลายนั้นมีกันอยู่บ้างแล้ว แต่คำถามที่ยังต้องตอบให้ได้คือที่มีอยู่มันเพียงพอแล้วหรือยัง และเรารู้จริงแล้วหรือไม่ว่าในกระเป๋าแห่งแผ่นดินใบนี้ มีมรดกอะไรบ้างที่เก็บซ่อนอยู่ และที่สำคัญ เราสูญเสียสมบัติของประเทศเหล่านี้ไปมากแค่ไหนจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการแทรกเเซงระบบนิเวศด้วยฝีมือมนุษย์ ทั้งการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค การขยายตัวของชุมชนเมือง หรือแม้แต่การปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อความสวยงาม

บางทีการยอมลงทุนเพื่อทำความรู้จักทรัพยากรที่มีในกระเป๋าและทำความเข้าใจกับจุดอ่อน จุดเเข็งของประเทศ อาจจะช่วยทำให้เราเห็นภาพได้ชัดขึ้นว่าเราควรที่จะวางโพซิชั่นของเราไว้อย่างไรและที่ตรงไหนในเวทีโลก เพราะการวางแผนการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน แม้จะไม่ได้อุดมไปด้วยบ่อน้ำมันหรือเหมืองอัญมณี แต่การมีข้อมูลที่สะท้อนความเป็นจริงและการวางแผนใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาดในระดับอุตสาหกรรมอย่างน้อยก็อาจจะทำให้ประเทศสามารถหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้เช่นกัน

เพราะถ้าการค้นพบยาปฏิชีวนะจากเชื้อราในปี 1928 ได้สร้างตลาดเภสัชภัณฑ์ขนาดหลายหมื่นล้านดอลลาร์ได้ มรดกบางอย่างในผืนดินและแหล่งน้ำอันอุดม ถ้าเอามาใช้ให้ถูกวิธี ก็อาจจะมีมูลค่ามหาศาล ไม่ได้ด้อยไปกว่าการมีบ่อทองคำสีดำแม้แต่น้อย!