ในสัปดาห์ที่แล้ว (6-10 มิถุนายน) ตลาดหุ้นไทยผันผวนหนักก่อนจะปิดที่ระดับแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยมีปัจจัยบวกจากกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย และมุมมองของ กนง.ว่าเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดี
ซึ่งไปกับกระแสความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อโลก ทั้งนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบขยับสูงขึ้นเกินความคาดหมาย ในขณะที่ดัชนี US Dollar Index และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดหุ้นเอเชียจึงกลับมาอยู่ในโหมด risk-off อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณในเชิง hawkish มากขึ้นจากธนาคารกลางในเอเชียด้วยได้แก่ การที่ธนาคารกลางออสเตรเลีย และอินเดียขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 50bps ในขณะที่ท่าทีนโยบายการเงินของ กนง. ก็เปลี่ยนไป ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐออกมาสูงเกินคาด โดยทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 40 ปี กดดันตลาดหุ้น Wall Street และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสั้นทำสถิติสูงสุดในวัฎจักรรอบใหม่
สำหรับในสัปดาห์นี้ (13-17 มิถุนายน) ดัชนี SET อาจจะเผชิญแรงขายหนักขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์จากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่สูงเกินความคาดหมาย และความกังวลของตลาดก่อนการประชุม FOMC ในคืนวันที่ 15 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผลการประชุม FOMC ออกมาแล้ว มีโอกาสสูงที่ภาวะตลาดโลกโดยรวมจะดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากท่าทีของ Fed ไม่ได้ออกไปทาง hawkish มากกว่าที่ตลาดคาดเอาไว้ในขณะนี้ ทั้งนี้ แม้จะมีปัจจัยลบเพิ่มขึ้น แต่เรายังคงเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะยัง outperform ตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง จากการที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดี รวมถึงการบริโภคภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกัน เรายังเชื่อว่ากนง. จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายช้ากว่าธนาคารกลางส่วนใหญ่มาก โดยนักเศรษฐศาสตร์ของเราคาดว่า กนง. จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 50bps ในช่วงที่เหลือของปีนี้
ติดตามผลการประชุม FOMC และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก และผลผลิตอุตสาหกรรม
(0/-) ผลการประชุม FOMC นัดสำคัญในสัปดาห์นี้ ในคืนวันที่ 15 มิถุนายนตามเวลาท้องถิ่น Fed จะประกาศผลการประชุม ซึ่งตลาดคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้นอีก 0.50% เป็น 1.50% และน่าจะส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 50bps ในการประชุมสองสามครั้งข้างหน้า เราคิดว่าหลังการประกาศผลการประชุม FOMC นักลงทุนควรติดตาม i) การแถลงข่าวของนาย Jerome Powell ประธาน Fed และ ii) ‘dot-plot chart’ ชุดใหม่ และประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐ โดย dot-plot ในปัจจุบันชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 1.9% ซึ่งต่ำกว่า Fed Fund Futures ที่ 3.0% อย่างมาก
(0/-) นักลงทุนควรจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐเดือนพฤษภาคมเพื่อประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในสัปดาห์นี้ ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคสำคัญที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้นได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคมที่จะประกาศออกมาในวันที่ 15 มิถุนายน (cons. +0.2% MoM จาก +0.9% MoM ในเดือนเมษายน) และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่จะประกาศออกมาในวันที่ 17 มิถุนายน (cons.+0.4% MoM จาก +0.8% MoM ในเดือนเมษายน)
เรายังเชื่อว่าหุ้นไทยจะทนแรงกดดันจากภายนอกได้ แนะนำให้ซื้อสะสมเมื่อตลาดย่อตัวลง
ดังที่เราได้ระบุเอาไว้ก่อนหน้านี้ เราเชื่อว่าดัชนี SET มีความเสี่ยงด้าน downside น้อยกว่าตลาดหุ้นโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างแข็งแกร่ง เพราะการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อม ๆ กับการกลับมาเปิดประเทศอย่างเต็มที่ ในขณะที่รายได้ภาคเกษตร และการบริโภคภาคเอกชนยังแข็งแกร่ง ดังนั้น เราจึงแนะนำให้นักลงทุนซื้อสะสมในช่วงที่ตลาดเกิด correction ตามตลาดหุ้นสหรัฐ โดยหุ้นกลุ่มที่เราเลือกยังคงเป็นกลุ่มธนาคาร (KBANK* และ KTB*) กลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากการกลับมาเปิดประเทศ (BEM*, CPALL*, MAJOR* และ PLANB*) กลุ่มอาหาร (CPF*) และหุ้นบางตัวในกลุ่มพลังงาน อย่างเช่น BANPU*, ESSO* และ SPRC*









