background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

ฟื้นท่องเที่ยวไทยสู่ Better Thailand ชู "ยุทธศาสตร์รอยยิ้ม" เพิ่มขีดแข่งขัน

ฟื้นท่องเที่ยวไทยสู่ Better Thailand  ชู "ยุทธศาสตร์รอยยิ้ม" เพิ่มขีดแข่งขัน

วานนี้ (6 มิ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดสัมมนา กำหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวประเทศไทย (Thailand Tourism Congress 2022 : TTC 2022) วันที่ 6-8 มิ.ย. พร้อมปาฐกถาพิเศษ “ยุทธศาสตร์การยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวคุณภาพที่ยั่งยืน”

ที่โรงแรมบียอนด์ รีสอร์ท กะตะ จ.ภูเก็ต เพื่อเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยสู่ความยั่งยืนและสมดุล

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “โควิด-19” นับเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติในยุคสมัยแห่ง VUCA World” หรือโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่แน่นอน ผันผวน ท้าทาย และซับซ้อนในทุกรูปแบบ! ภาคท่องเที่ยวไทยต้องออกแบบยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับ VUCA World มีสมมติฐานและแผนงานรองรับ พร้อมใช้ข้อมูลทันสมัยและเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อน

“ภาคท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาหกรรมที่เปราะบาง อ่อนไหว ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับการแข่งขันสูง จึงอยากให้ทุกภาคส่วนหันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกันเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง อาศัยของดีที่ประเทศไทยมี เช่น ซอฟต์เพาเวอร์ 5F ได้แก่ Food อาหาร Film ภาพยนตร์ Fashion แฟชั่น Fighting ศิลปะการต่อสู้ และ Festival งานเทศกาล ร่วมกับ S สำคัญซึ่งมาจากคำว่า Smiles ที่แปลว่า รอยยิ้ม”

“ยุทธศาสตร์แห่งรอยยิ้ม” (SMILES) จึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่อยากจะเพิ่มเข้าไปเพื่อทำให้ “ภาคท่องเที่ยว” กลับมาเป็น “พระเอก” ของเศรษฐกิจไทย! โดยไม่ต้องลงทุนมากนัก ด้วยการให้ความสำคัญแก่ 6 มิติ ประกอบด้วย

S: Sustainability สร้างความยั่งยืนแก่ภาคท่องเที่ยว

M: Manpower บุคลากรด้านการท่องเที่ยว

I: Inclusive สร้างเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วมจากทุกคน ผลักดันให้ทุกคนเข้าถึงภาคการท่องเที่ยว

L: Localization สร้างอัตลักษณ์แก่แต่ละพื้นที่ สร้างสตอรี่ให้ร้อยเรียงกัน พร้อมเชื่อมโยงไปยังพื้นที่อื่นๆ

E: Ecosystem ให้ความสำคัญแก่ระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น ธรรมชาติ และธุรกิจ รวมถึงการลดเงื่อนไขขั้นตอนด้านกฎหมาย เพื่อให้ภาคท่องเที่ยวไทยมีภูมิต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

S: Social Innovation ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านสังคม สอดคล้องกับระบบและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และนำรายได้หมุนกลับมาสู่ภาคท่องเที่ยวไทย

หลังจากรัฐบาลได้ผลักดัน “การเปิดประเทศ” นำร่องด้วยโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ คิกออฟเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2564 ซึ่งในสถานการณ์ตอนนั้นนับเป็นการตัดสินใจครั้งที่ยากที่สุด แต่ก็เดินหน้าสำเร็จจนเป็นตัวอย่างของทั่วโลก เห็นรอยยิ้มของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยว ต่อยอดสู่การผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง มีการเริ่มใช้ระบบไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) และรับนักท่องเที่ยวระบบ Test & Go เริ่มเมื่อวันที่ 1 พ.ย.2564 กระทั่งยกเลิกระบบ Test & Go เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2565 ที่ผ่านมา

“ทั้งนี้รอรับผลสรุปจากงานสัมมนากำหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวประเทศไทย (TTC 2022) ตลอด 3 วันนี้ (6-8 มิ.ย.) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันแก่ภาคท่องเที่ยวไทย สู่ “Better Thailand” เห็นภาพการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ สามารถดึงผู้มีรายได้สูงมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น จากจุดขายต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ เชิงกีฬา และอื่นๆ เพื่อทำให้ประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทย เป็น “ประวัติศาสตร์” ของนักท่องเที่ยวทุกคน”

ภูมิกิตติ์ รักแต่งาม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวเสริมว่า สมาคมฯได้นำเสนอ 6 เรื่องหลักเพื่อยกระดับภาคท่องเที่ยวไทย ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 2.การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยพัฒนาภาคท่องเที่ยว 3.การเปิดโอกาสให้ภาคท่องเที่ยวเข้าถึงทุกคนแบบครอบคลุมมากขึ้น อาทิ การช่วยให้ผู้พิการท่องเที่ยวได้สะดวกมากขึ้น และดึงผู้พิการเข้ามามีบทบาทในภาคท่องเที่ยวมากขึ้น 4.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ 5.การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และ 6.กิโยตินกฎหมาย ด้วยการพิจารณาว่ามีกฎหมายเรื่องอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อภาคท่องเที่ยว โดยใช้รายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เป็นหลักในการพิจารณา

“เวทีสัมมนา TTC 2022 ไม่ได้มองเฉพาะภาคท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น แต่เป็นการหารือร่วมกันเรื่องอนาคตของภาคท่องเที่ยวไทยเป็นหลัก รวมถึงปัญหาเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นเพื่อหาทางแก้ไข เช่น ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Over Tourism) ซึ่งเป็นปัญหาเดิมที่ภาคท่องเที่ยวไม่อยากกลับไปเจออีก รวมถึงประเด็นที่เป็นภาพลบอื่นๆ และการปรับแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อภาคการท่องเที่ยว”

อย่างเช่น การกรอกใบ ตม.6 เมื่อเข้าประเทศไทย ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติยังต้องกรอกข้อมูลอยู่ หากอ้างอิงงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ พบว่าการกรอกใบ ตม.6 ไม่ได้มีความสำคัญอีกแล้ว เพราะข้อมูลทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบออนไลน์ จึงไม่มีผลต่อความมั่นคง ทั้งนี้การยกเลิกกรอกใบ ตม.6 จะช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้กว่า 560 ล้านบาทต่อปีอีกด้วย นอกจากนี้จะเสนอให้ปรับโครงสร้าง พรบ.โรงแรม เนื่องจากปัจจุบันโรงแรมขนาดเล็กที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

“เมื่อเสร็จสิ้นการสัมมนาและระดมสมองจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในงาน TTC 2022 จะมีการจัดทำผลสรุปเป็นสมุดปกขาว (ไวท์เปเปอร์) เสนอต่อรัฐบาล เพื่อนำไปสู่ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพยั่งยืน (Thailand Tourism Stepping Stone) ยึดจากคุณค่า 3P ได้แก่ People Planet และ Profit”

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การพลิกโฉมภาคท่องเที่ยวไทยตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ “ก้าวกระโดด” (JUMP)  เพื่อฟื้นฟูรายได้ภาคท่องเที่ยวไทยกลับคืนสู่จุดที่เคยครองสัดส่วน 18% ของจีดีพีประเทศให้ได้อีกครั้ง! ซึ่งเคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนเกือบ 40 ล้านคนเมื่อปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด

โดยจากสถิติช่วง 5 เดือนแรก ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 พ.ค.2565 พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวอยู่ที่จำนวน 1.3 ล้านคน เพิ่มจากปี 2564 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย 4 แสนคน ขณะที่ปี 2563 มีจำนวน 6.7 ล้านคน

ผ่านการผลักดันให้สินค้าท่องเที่ยวและบริการของไทยสามารถสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและความหมาย (Meaningful Journey) และสามารถปลดเปลื้องพันธนาการ นำความคิดสร้างสรรค์มาสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า (Creativity Unleashed) ด้วยการใช้ซอฟต์เพาเวอร์ 5F เป็นตัวขับเคลื่อน

ด้านแนวทางสร้าง “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” สอดรับกับนโยบาย BCG Economy ของรัฐบาล ททท.สนับสนุนแนวทาง “5 ลด” ได้แก่ 1.ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง 2.ลดของเสียให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) 3.ลดการใช้สิ่งของหรือไอเทมที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 4.ลดการใช้แพ็คเกจจิ้งที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 5.ลดการใช้พลังงาน

ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านการท่องเที่ยวครั้งสำคัญ ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกลับมา “บินสูง” อีกครั้ง ด้วยการ “ก้าวกระโดด” ในครั้งนี้!!