สบน.รับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาล เร่งปรับพอร์ตลดความเสี่ยง เผยปัจจุบันต้นทุนเงินกู้เป็นดอกเบี้ยคงที่มากกว่า 80% เฉลี่ยต้นทุนรวม 2.3% ต่อปี
นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)ระบุ ทิศทางดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า การกู้เงินในอนาคตของรัฐบาลจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา สบน.ได้ปรับตัวเพื่อรองรับกับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น โดยเปลี่ยนการกู้เงินจากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวมาเป็นดอกเบี้ยคงที่มากขึ้น ปัจจุบันมีพอร์ตเงินกู้รวมมีต้นทุนดอกเบี้ยคงที่กว่า 80% และมีต้นทุนเฉลี่ยที่ประมาณ 2.3% ต่อปี
“ดอกเบี้ยขาขึ้นเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ที่ผ่านมา เราก็เตรียมตัวค่อนข้างเยอะ จะเห็นได้ว่า ในปีงบประมาณนี้ เราพยายามเปลี่ยนการกู้เงินจากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวมาเป็นคงที่มากขึ้น จะเห็นว่า ปีงบ 65 นี้ เราวางพันธบัตรรัฐบาลไว้ถึง 1.1 -1.3 ล้านล้านบาท นั่นคือ เราพยายามจะแปลงจากดอกเบี้ยลอยตัวมาเป็นคงที่ เป็นการวางแผนเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้า”
อย่างไรก็ดี เมื่อเราปรับพอร์ตเงินกู้เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่มากขึ้น ฉะนั้น เราก็สามารถล็อกต้นทุนได้ระดับหนึ่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า พันธบัตรรัฐบาลไม่ได้เป็นเครื่องมือเดียวที่เราใช้ เราต้องใช้เครื่องมือสั้นด้วย ซึ่งจะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ฉะนั้น ต้นทุนก็ต้องสูงขึ้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะเป็นเหตุการณ์ทั่วโลก ก็ต้องรับกันไป
ส่วนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐจะกระทบต่อต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลหรือไม่นั้น เนื่องจาก เรามีเงินกู้ต่างประเทศน้อยมาก หรือไม่ถึง 2%ของพอร์ตรวม และเงินกู้ต่างประเทศเราก็ได้สวอปและทยอยสวอปมาเป็นเงินบาท ฉะนั้น ก็จะปรับเพื่อรับความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ยด้วย ส่วนผลกระทบจากเงินเฟ้อนั้น ก็ต้องปล่อยไป ถ้าดอกเบี้ยต้องขึ้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระทบต่อการกู้เงินของรัฐบาลในระยะต่อไป
“ถ้าเราต้องกู้เพิ่มในอนาคตก็ปฏิเสธไม่ได้ ดอกเบี้ยต้องเพิ่ม อีกอย่าง การกู้สั้นกับการกู้ยาวดอกเบี้ยก็ต่างกัน การกู้สั้นจะถูกกว่า แต่การกู้สั้นเพื่อเอาดอกเบี้ยต่ำ ก็จะเป็นความเสี่ยงในการปรับโครงสร้างหนี้ในอนาคต ฉะนั้น การ กระจายอายุกู้เงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราก็ต้องมีทั้งกู้ยาว กลาง สั้น”
พิสูจน์อักษร โดย....สุรีย์ ศิลาวงษ์









