background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

SCGC รุก "กรีนพอลิเมอร์" ลุยดิจิทัลฝ่าวิกฤติต้นทุนพุ่ง

SCGC รุก "กรีนพอลิเมอร์" ลุยดิจิทัลฝ่าวิกฤติต้นทุนพุ่ง

ปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมหลักใน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่มีนโยบายอีสเทิร์นซีบอร์ดในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ซึ่งมีเป้าหมายเป็นผู้นำด้านการผลิตเคมีภัณฑ์แบบครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบัน SCG เตรียมที่จะให้ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ที่เป็นบริษัทย่อยทำการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 

ธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน สร้างความชุลมุนให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงราคาแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของปิโตรเคมีที่สูงขึ้นเช่นกัน ทำให้ผู้ผลิตทุกรายในอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับราคาขึ้นตาม เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่ผันผวนส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 30-40% 

ทั้งนี้ ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทยังคงมีปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการในตลาด ซึ่งบริษัทมีจุดแข็งสำคัญที่มีฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียนถึง 3 ประเทศ ทำให้มีความได้เปรียบในการเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ซื้อในภูมิภาคนี้โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคา

นอกจากนี้ เชื่อว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มคงตัวอยู่ในระดับสูงโดยจะไม่สูงขึ้นไปกว่านี้แล้ว สิ่งสำคัญที่บริษัททำ คือ การบริหารจัดการภายในองค์กร การจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม รวมทั้งการใช้ระบบ “ดิจิทัล” ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การใช้เอไอและบิ๊กดาต้าในการเข้าซื้อวัตถุดิบปรับปรุงกระบวนการผลิต จนถึงการขายบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์มีศักยภาพและโอกาสการเติบโตทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว จากอานิสงส์ของเมกะเทรนด์ที่สำคัญของโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างพื้นฐานเนื่องจากการขยายตัวของเมืองการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด และการดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการความต้องการใช้เคมีภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น

“นวัตกรรมเคมีภัณฑ์อยู่รอบตัวและเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของทุกคน เรียกได้ว่าผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน 1 ชิ้น จะมีเม็ดพลาสติกจากเอสซีจีซีเป็น 1 ใน 5 เช่น กล่องใส่อาหาร กล่องนม ฝาขวดน้ำดื่มและน้ำอัดลม หน้ากากอนามัย รวมถึงการใช้งานในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ พลาสติกสำหรับผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติกทางการแพทย์ และพลาสติกเพื่องานโครงสร้าง เช่น ท่อทนแรงดันสูง PE 112 สำหรับส่งก๊าซหรือน้ำประปา"

บริษัทมีแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยและในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่การผู้นำตลาดเคมีภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตที่ดี โดยคาดการณ์ว่าเวียดนามและอินโดนีเซียจะมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5-6% ต่อปี ภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของจีดีพีทั่วโลกเกือบเท่าตัว

นอกจากนี้ อัตราการใช้พอลิเมอร์ในภูมิภาคอาเซียนในปัจจุบัน อยู่ที่ 26 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ถือว่ายังต่ำกว่าในยุโรปและสหรัฐ 2-3 เท่า ตลาดอาเซียนจึงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะในเวียดนามที่ยังต้องนำเข้าพอลิเมอร์75% และอินโดนีเซีย 50% เนื่องจากมีกำลังการผลิตในประเทศไม่เพียงพอ ถือเป็นโอกาสของ SCGC ที่จะขยายการลงทุน และใช้ความได้เปรียบจากการมีฐานการผลิตในกลุ่มประเทศดังกล่าว ตอบสนองความต้องการของตลาดและความต้องการของลูกค้าในประเทศที่ต่างกัน

ในปี 2564 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากอาเซียน คิดเป็น 21% โดยมีไทยเป็นฐานการผลิตหลัก ส่วนในอินโดนีเซียเป็นการลงทุนผ่านการถือหุ้น 30% ใน Chandra Asri PetrochemicalTbk (CAP) ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อขยายการลงทุนเฟส 2 

ส่วนในเวียดนามอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โครงการ LSP คอมเพล็กซ์ ปิโตรเคมี (Long Son Petrochemical Complex) ถือเป็นบริษัทแรกที่เข้าไปลงทุนเคมีภัณฑ์ครบวงจรในประเทศ โดยคาดว่าจะผลิตเชิงพาณิชย์ภายในครึ่งปีแรกของปี 2566 ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นกว่า 40% เป็น 9.8 ล้านตันต่อปี

SCGC รุก "กรีนพอลิเมอร์" ลุยดิจิทัลฝ่าวิกฤติต้นทุนพุ่ง นอกจากนี้ บริษัทยังเน้นพัฒนากลุ่มสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) ซึ่งจะเป็นสินค้าที่ทดแทนได้ยากและสร้างมาร์จินได้มากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาด้านนวัตกรรมสีเขียว เช่น พอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Polymer) ลดการเกิดขยะพลาสติกและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ด้านคาร์บอนต่ำ โดยใช้ 4 แนวทาง ได้แก่ 

1.Reduce ลดปริมาณการใช้พลาสติกในการผลิต โดยการพัฒนา SMX Technology ทำให้เม็ดพลาสติกแข็งแรงทนทานขึ้น 20% 

2.Recyclable พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้เม็ดพลาสติกชนิดเดียวเพื่อให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้

3.Recycle การพัฒนาเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง 

4. Renewable นำวัสดุภาคการเกษตร เช่น เอทานอล เป็นสารตั้งต้นใหม่สำหรับทำเม็ดพลาสติก หรือไบโอพลาสติก

สำหรับปี 2564 บริษัท มีสัดส่วนสินค้า HVA คิดเป็นประมาณ 36% ของรายได้รวมของบริษัท นอกจากนี้ยังตั้งเป้าจะขยายสินค้าในกลุ่มพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Polymer เป็น 1 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573

“บริษัทเชื่อว่าความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมไปถึงการมุ่งพัฒนาสินค้าและบริการกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อตอบสนองเมกะเทรนด์ การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและ ESG รวมทั้งการขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะทำให้บริษัทก้าวข้ามความท้าทายและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะทำให้บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อรองรับแผนงานขยายธุรกิจที่วางไว้ทั้งในเวียดนาม และอินโดนีเซีย”