วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คมนาคมลุยโครงสร้างพื้นฐานดันเม็ดเงินแตะ 2.4 ล้านล้าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เปิดเผยในงานสัมมนา “Better Thailand ถามมา ตอบไป” หัวข้อ เศรษฐกิจไทยยุคใหม่ ประเทศไทยก้าวต่อไปอย่างไร  เกี่ยวกับประเด็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เปิดเผยในงานสัมมนา “Better Thailand ถามมา ตอบไป” หัวข้อ เศรษฐกิจไทยยุคใหม่ ประเทศไทยก้าวต่อไปอย่างไร  เกี่ยวกับประเด็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ระบุว่า แม้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 กระทรวงคมนาคมไม่ได้หยุดหรือชะลอการลงทุนในโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายคมนาคมของประเทศ เนื่องจากเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ รองรับการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งลดต้นทุนโลจิสติกส์ด้านการขนส่งที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยภายหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการวางแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2578 โดยมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วย ทั้ง 4 มิติ ได้แก่ ทางบก ทาน้ำ ทางราง และทางอากาศ ซึ่งจะต้องทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน ทำให้เกิดการลงทุนและข้อได้เปรียบของประชาชนและภาคเอกชนที่จะลงทุน

โดยในปี 2565 ประเทศไทยจะมีโครงการลงทุนทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ในวงเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย โครงการที่ได้ลงนามสัญญาแล้ว 516,000 ล้านบาท และโครงการลงทุนใหม่ 974,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าสูงถึง 2.24 ล้านล้านบาท คาดการณ์เบื้องต้นว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 154,000 ตำแหน่งและมีส่วนที่จะต้องจัดหาวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ รวมทั้งเครื่องจักร และยานพาหนะต่าง ๆ ประมาณ 1.24 ล้านล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 2-3%

ส่วนการฟื้นตัวของธุรกิจการบิน สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาต้า) คาดว่าในอีก 10 ข้างหน้า หรือปี 2574 ไทยจะมีนักเดินทางเข้ามาเป็นอันดับที่ 9 ของโลก หรือมีต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทยไม่น้อยกว่า 200 ล้านคนต่อปี โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีคนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยประมาณ 40 ล้านคนต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่า ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ได้วางแผนพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมทั้งมีแผนขยายอาคารรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมืองในอนาคต

ดันลงทุน EEC หนุน GDP โตเพิ่ม 1.5% 

ด้านเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี คณิศ แสงสุพรรณ ระบุ ช่วง 3-4 ปีข้างหน้า การลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 3-4 แสนล้านบาท ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 1.5% การลงทุนในพื้นที่ EEC หากเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งกำหนดเศรษฐกิจไทยโต 5% ประเทศไทยน่าจะเข้าสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วในอีก 7 ปีข้างหน้า 

ทั้งนี้ ปัจจุบันการลงทุนในพื้นที่ EEC ทำได้เร็วกว่าเป้าหมาย 1 ปี โดยระยะแรกมีการลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐาน และการลงทุนเอกชนในอุตสาหกรรมเป้าหมายคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น โครงการสร้างพื้นฐาน ประมาณ 6.5 แสนล้าน และอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก  9 แสนล้านบาท 

 

ททท.ตั้งเป้าปี 65 ฟื้นรายได้ท่องเที่ยว 1.5 ล้านล้าน

ด้านผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยุทธศักดิ์ สุภสร ระบุ ปัจุบันสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น หลังจากวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาคการท่องเที่ยวนั้นมีสัดส่วนต่อจีดีพีประมาณ 18% ในปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 39.92 ล้านคน การเดินทางในประเทศสูงถึง 172 ล้านคน/ครั้ง ซึ่งในเวลาดังกล่าวประเทศไทยมีรายได้รวมกันประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่จากการระบาดโควิด-19 ในปี 2563 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และในปี 2564 ประเทศไทยเผชิญกับการระบาดระลอแม้จะมีการเปิดประเทศในช่วงเดือนกรกฎาคมผ่านภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งปีเหลือแค่ 4 แสนคน

อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ประเทศไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และเป็นช่วงที่ดีในการปรับตัว และรัฐบาลก็ต้องการพลิกโฉมประเทศไทยในทุกมิติซึ่งรวมถึงเรื่องการท่องเที่ยวด้วย เบื้องต้นปี 2565 ตั้งเป้ารายได้ 50% หรือ 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อทำให้เครื่องยนต์ท่องเที่ยวกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศหลังวิกฤตโควิด และในปี 2566 ตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยว 80% หรือประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท และตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยว 50% จากสถานการณ์ปกติ 

 

ส่งออกเครื่องยนต์หลักดันจีดีพีโต

ด้านประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เกรียงไกร เธียรนุกุล ระบุว่า ทิศทางอุตสาหกรรมไทย มีความท้าทายสูงจากหลายปัจจัยนอกเหนือการควบคุม ซึ่งผู้ประกอบการหลัก ทั้ง 45 อุตสาหกรรม ภาคผลิตที่ใหญ่ที่สุดจะต้องเร่งปรับตัวให้เท่าทันต่อสถานการณ์ ทั้งจากดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน กระทบต่ออุตสาหกรรมที่เคยแข็งแกร่ง ทำกำไรได้ดี หลังจากกระแส การเข้ามามีบทบาทของดิจิทัล เข้ามาดิสรัปชั่น สงครามการค้าโลก ระหว่างสหรัฐ - จีน เกิดการกีดกั้นการค้า ซัพพลายเชนโลกขาด ผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยสงคราม ทำให้เกิดปัญหาชะงักงันของชัพพลายเชนโลกขนาดใหญ่ วัตถุดิบราคาแพงจากราคาน้ำมัน วิกฤติพลังงาน และสินแร่โลหะ สภาวะโลกร้อน ที่ในปี 2030 ไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลง 40% และเป้าหมายใหญ่ 2065 ไทยจะเป็น Net - Zero ซึ่งถือเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมไทย อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤติก็เป็นโอกาส ยังมีการส่งออกเป็นตัวหลักที่ช่วยดันจีดีพีไทยที่ติดลบ ช่วงปี 2563 สู่การขยายตัว 1.6 % ในปี 2564 ทั้งนี้เชื่อว่าอุตสาหกรรมส่งออกไทย ยังจะเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้และปีต่อๆไป