สหรัฐฯ รายงานเงินเฟ้อ (CPI) เม.ย.ที่ 8.3% YoY สูงกว่าคาดที่ 8.1% แต่ลดลงจาก มี.ค.ที่ 8.5% หุ้นสหรัฐฯ หุ้นฟื้นตัวก่อนปรับลดลง ทั้งนี้เราประเมินความผันผวนมาจาก
1) ความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นดอกเบี้ยในอัตราเร่งเพื่อคุมเงินเฟ้อ 2) การบังคับขายหลังหุ้นปรับตัวลงต่อเนื่อง 3) แรงขายกระจายในหุ้นใหญ่ จากการปรับพอร์ตของกองทุน ETF และ 4) ความกังวลว่าผลกระทบจากตลาดเงินดิจิทัล จะกระทบกับสินทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน หรือกระทบต่อสถานะการลงทุน ทำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังและลดการถือสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น // ทั้งนี้เรามองนักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะมีการปรับสถานะการลงทุนรับดอกเบี้ยขาขึ้นและการลดงบดุลของเฟดไปพอสมควรแล้ว ดังนั้นการปรับลดลงของตลาดจากนี้จากปัจจัยภายนอกเช่นความกังวลผลกระทบจากสกุลเงินดิจิทัล ขณะที่ตลาดปรับลดลงจนเริ่มเข้าใกล้ 1/3 ของกรอบล่างการซื้อขายที่เราประเมินที่ 1,540-1,730 จุด ดังนั้นแม้ตลาดหุ้นอาจจะยังมีความเสี่ยงทางลง (downside) แต่เรามองโอกาสลงทุนจะเริ่มเปิดขึ้นในหุ้นรายตัว
เกิดอะไรขึ้นกับตลาดสกุลเงินดิจิทัล? สกุลเงินดิจิทัล UST ที่มีกลไกรักษามูลค่า (stable coin) ที่ตรึงให้ 1UST เท่ากับ 1USD ถูกโจมตีด้วยการขายชอร์ตอย่างหนัก จนสูญเสียความสามารถในการตรึง (peg) มูลค่า และที่สุดสูญเสีญเงินทุนสำรองที่เป็นเหมือนหลักประกันมูลค่าอีกชั้น ทำให้นักลงทุนเสียความเชื่อมั่นจนมูลค่าลดลงไปต่ำสุดที่ 1UST = 0.259 USD แม้จะเป็นปัญหาของเหรียญเดียว แต่ในระยะสั้นอาจสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดเงินดิจิทัลเนื่องจาก 1) นักลงทุนจะกังวลปัญหาการโจมตีที่อาจเกิดกับเหรียญที่มีกลไกรักษามูลค่าตัวอื่นๆ 2) นักลงทุนนิยมนำเหรียญฯที่มีกลไกรักษามูลค่า ไปวางเป็นหลักประกันในการกู้ยืม เพื่อใช้ประโยชน์จากการก่อหนี้ (leverage) ในการลงทุนหรือเก็งกำไรเหรียญอื่นๆ การด้อยค่าของหลักประกัน ทำให้จำเป็นต้องถูกบังคับให้ขายปรับสถานะการลงทุน สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทหรือกองทุนที่มีการถือสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามประเมินปลกระทบต่อตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ ในระดับจำกัด
ประเด็นเก็งกำไรอื่น 1) กลุ่มเครื่องดื่ม อาทิ OSP, CBG, ICHI, SAPPE 2) กลุ่มท่องเที่ยว CENTEL, ERW, MINT, BAFS, AAV, SHR 3) กลุ่มเปิดเมือง CPALL, MAKRO 4) กลุ่มมีลุ้นเข้า SET50 ได้แก่ JMT, JMART 5) กอง REIT ได้แก่ FTREIT, WHART 6) ขณะที่หุ้นกลาง-เล็กที่สามารถเลือกเก็งกำไร (แบบกำหนดจุดตัดขาดทุน) ในช่วงนี้ ได้แก่ THREL, BLA, MAJOR, TH, SCN, SCI, CMR, TKN, SPA เป็นต้น 7) หุ้นกลุ่มเก็งราคาน้ำมันลง SCGP, BJC, EPG, SCC 8) หุ้นเด่นกลุ่มพลังงาน OR
ภาพรวมกลยุทธ์: ผันผวน 1,595-1,630 จุด หากปรับลงแรง SET จะเริ่มเข้าสู่โซนซื้อ ยังคงกลยุทธ์ “แค่เก็งกำไรระหว่างรอจุดซื้อที่ดี (ธีมบาทอ่อน และผลตอบแทนพันธบัตรปรับลง)” โดยเน้นในหุ้นใหญ่พื้นฐานดีที่ valuation ไม่แพงหรือกระแสเงินสดสูงที่สามารถจำกัด downside risk ได้เป็นหลัก และใช้จังหวะปรับลดลงแรงในการทยอยซื้อหรือสะสมรายตัว //หุ้นแนะนำ: KCE*, MTC*, OR*, ASIAN*
แนวรับ: 1,600-1,605 / แนวต้าน : 1,630-1,644 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุน
สถาบันวิจัยคาดอังกฤษจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงครึ่งปีหลัง - สถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของอังกฤษ (NIESR) เผยว่าอังกฤษจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 จากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
แบงก์ชาติมาเลเซียปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หวังสกัดเงินเฟ้อ - ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 2% ไปอย่างเหนือความคาดหมาย จากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.75% เพื่อลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
กกร.คงกรอบคาด GDP ปีนี้ 2.5-4% – คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 65 จะขยายตัวได้ในกรอบ 2.5-4% ตามเดิม คงประมาณการการส่งออกจะยังขยายตัวในกรอบ 3-5% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปขยายตัวในกรอบ 3.5-5.5%
คปภ. เริ่มแล้ว "ประกันภัยข้าวนาปี-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" ปีการผลิต 65 - ค่าเบี้ย ข้าวนาปี 1,925 ล้านบาท ค่าเบี้ยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 224 ล้านบาท
ตลท.ให้ GSC ใช้เกณฑ์ Cash Balance - เริ่ม 12 พ.ค.-1 มิ.ย.65
คาดเข้า/ออก SET50 – คาดเข้า JMT, JMART / คาดออก RATCH, IRPC
คาดเข้า/ออก MSCI - คาดเข้า JMT, COM7 / คาดออก BGRIM, STGT
ประเด็นติดตาม: 12 พ.ค. – MSCI Rebalancing, US PPI, US Initial Jobless Claims / 16 พ.ค. - TH GDP Q1 / 17 พ.ค. – EU GDP Q1, US Retail Sales, US Industrial Production / 18 พ.ค. – EU CPI, US Building Permits / 19 พ.ค. – US Existing Home Sales
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









