“อาคม”ส่งสัญญาณนโยบายลดภาษีสรรพสามิตอุดหนุนน้ำมันดีเซลต่อ หลังกระทรวงพลังงานเตรียมลอยตัวราคาเกินกว่า 30 บาทต่อลิตร ย้ำการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจยังต้องคำนึงผลกระทบต่อภาระการคลังในอนาคต ขณะที่ ทิศทางเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวปาฐกถาหัวข้อรวมพลังก้าวข้ามวิกฤตเดินหน้าเศรษฐกิจไทยในงาน POSTADAY FORUMว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ จะฟื้นตัวไม่เร็วมาก แม้ว่า การส่งออกในปีนี้จะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี แต่การท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเข้ามาไม่เต็มที่
ทั้งนี้ ใน 4 เดือนแรกมีนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วประมาณ 7 แสนคน ประเมินว่า ปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 2 ล้านคน ขณะที่ ที่ผ่านมา จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 40 ล้านคนต่อปี แต่เชื่อว่า หลังจากเปิดประเทศเต็มรูปแบบแล้ว นักท่องเที่ยวจะเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในประเทศเรามากขึ้น
เขากล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเผชิญกับปัญหาราคาพลังงานและอาหารสดที่แพงขึ้น ทำให้ดัชนีเงินเฟ้อปรับเพิ่มไปถึง 5% จากปกติอยู่ที่ 1% โดยราคาพลังงานได้ปรับเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตหลายเท่าตัว เป็นผลจากสงครามยูเครน ฉะนั้น รัฐบาลก็ต้องดูแลปัญหาเฉพาะหน้า คือ การดูแลระดับราคาสินค้า
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือทั้งแบบพุ่งเป้าและแบบทั่วไป โดยในส่วนมาตรการแบบพุ่งเป้านั้น ก็ได้ช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพแก่กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนสูง ส่วนมาตรการแบบทั่วไป คือ การเข้าไปช่วยลดราคาน้ำมันดีเซลผ่านการลดภาษี
อย่างไรก็ดี การพยุงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับ 30 บาทต่อลิตรนั้น ทางกระทรวงพลังงานได้เรียนว่า ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อาจจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จำเป็นต้องยกระดับเพดานราคาน้ำมันที่เข้าไปพยุงให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ยังคงอุดหนุน เช่น กรณีราคาน้ำมันขึ้นไป 1 บาท รัฐบาลก็ช่วยพยุง 50 สตางค์ เป็นต้น ขณะที่ นโยบายทางด้านภาษีก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้าไปช่วยให้ราคาน้ำมันต่ำกว่าเพดาน
เขาย้ำว่า การดำเนินนโยบายในการดูแลเศรษฐกิจหรือการออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนนั้น กระทรวงการคลังจะต้องดูแลให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของประเทศ เพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดภาระทางการคลังในอนาคต
เขายังกล่าวด้วยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคตนั้น จะมี 3 ประเด็นที่มีอิทธิพล คือ 1.เรื่องเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล 2.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3.สังคมสูงอายุ ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นนี้ ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อรองรับ
อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะมีส่วนการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ในส่วนของกระทรวงการคลังเองจะสนับสนุนให้การดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น









