วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธ.ก.ส.เผยเงินฝากไหลเข้าแบงก์พุ่งกว่า 1.2 แสนล้านบาท

ธ.ก.ส.เผยปี 64 เงินฝากไหลเข้าธนาคารกว่า 1.2 แสนล้านบาท หลังเกษตรได้รับเงินอุดหนุนจากนโยบายรัฐบาล และนโยบายคุ้มครองเงินฝากที่ 1 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้ารับเงินฝากเพิ่มสุทธิ 1 หมื่นล้านบาท ระบุ แผนปล่อยสินเชื่อใหม่ปีนี้เพิ่ม 3-5 หมื่นล้านบาท และบริหารหนี้เสียให้ลดเหลือ 4.5%

นายธนารัตน์ งามวลัยรัตน์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เปิดเผยว่า ในปีบัญชี 2564 ธนาคารมีเงินฝากเพิ่มสูงขึ้นกว่าเป้าหมายมาก โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึง 1.2 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.75% ส่งผลให้ยอดเงินฝากคงค้างอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท และมีหนี้สินรวม 2 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2565 ธนาคารตั้งเป้าหมายให้ยอดเงินฝากเพิ่มขึ้นสุทธิเพียง 1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ สาเหตุที่ยอดเงินฝากเพิ่มสูงขึ้นมากนั้น เป็นผลจากเงินฝากของเกษตรกรในระยะสั้น หลังจากที่เกษตรได้รับเงินอุดหนุนจากโครงการช่วยเหลือสินค้าเกษตรของรัฐบาลทั้งประกันรายได้ และค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 1 พันบาท ซึ่งเงินเหล่านี้จะถูกใส่ไว้ในบัญชีเงินฝากของเกษตรกร อย่างไรก็ดี เงินฝากดังกล่าวได้ทยอยถอนออกจากบัญชีในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อนำมาใช้ในฤดูกาลผลิตรอบใหม่

นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากกรณีที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ปรับลดการคุ้มครองเงินฝากในธนาคารพาณิชย์เหลือเพียง 1 ล้านบาท ต่อบัญชีต่อธนาคาร จึงทำให้ผู้ฝากเงินบางส่วนที่ไม่ใช่เกษตรกรโยกย้ายเงินฝากมาสู่ธนาคารของรัฐ ซึ่งรวมถึง ธ.ก.ส. เนื่องจาก มีความมั่นคงสูง เพราะเป็นสถาบันการเงินของรัฐ

เขากล่าวด้วยว่า ด้วยเงินฝากที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้ธนาคารต้องบริหารจัดการ โดยต้องนำไปปล่อยสินเชื่อให้ได้ เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนแก่ธนาคาร อย่างไรก็ดี เงินฝากที่เข้ามานั้น ส่วนใหญ่เป็นเงินฝากที่มีต้นทุนต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเงินออม

อย่างไรก็ดี ในปี 2565 นี้ ธนาคารมีเป้าหมายจะปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มสุทธิ 3-5 หมื่นล้านบาท เบื้องต้น ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3 หมื่นล้านบาท แต่อยู่ระหว่างการทบทวนเป้า เพื่อผลักดันให้ได้ 5 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ในปีบัญชี 2564 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 3.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.26% จากปีก่อนหน้า ส่วนรายได้อยู่ที่ 9.8 หมื่นล้านบาท ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 9.1 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 7.5 พันล้านบาท ต่ำกว่าปี 2564 แม้ว่ารายได้จะสูง แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงตามไปด้วย

เขากล่าวด้วยว่า ในปี 2565 นี้ จะเป็นปีที่ธนาคารจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกร หลังจากที่ระดับหนี้เสียของธนาคารในปี 2564 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.63% โดยตั้งเป้าหมายจะบริหารจัดการให้หนี้เสียลดลงมาอยู่ที่ 4.5% อย่างไรก็ดี การบริหารจัดการหนี้ให้อยู่ในระดับดังกล่าวจะต้องขึ้นอยู่กับการปล่อยสินเชื่อที่ต้องเพิ่มขึ้นด้วย

“หนี้เสียดังกล่าว หากเทียบหนี้เสียเกษตรกรที่เกิดขึ้นกับแบงก์พาณิชย์อื่นๆ จะพบว่า หนี้เสียของเราอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา เกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากโควิด และต้นทุนการผลิตที่สูง ซึ่งกระทบต่อภาพรวมรายได้ และการชำระหนี้”

ทั้งนี้ ธนาคารจะเข้าไปตรวจสุขภาพทางการเงินของลูกค้าภายในไตรมาสแรกของปีบัญชีนี้ และจัดชั้นลูกค้าตามกลุ่ม เขียว เหลือง และแดง ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขหนี้ให้เป็นศูนย์ พร้อมกันนี้ จะเข้าไปดูแลเรื่องการลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนด้วยการเข้าไปตรวจสอบรายจ่ายของลูกหนี้ และคัดแยกภาระการเป็นหนี้ครัวเรือน จากนั้นจะช่วยหน้าอาชีพเสริม ให้ลูกหนี้กลับมามีรายได้เลี้ยงชีพ และมีความสามารถกลับมาชำระหนี้ได้

นอกจากนี้ ในปี 2565 ธนาคารจะทำหน้าที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลผ่านมาตรการและโครงการสำคัญๆ ได้แก่ มาตรการรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตร ผ่านโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ การปล่อยสินเชื่อ  และการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่างๆ

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ธนาคารได้โอนเงินส่วนต่างเพื่อชดเชยเป็นรายได้ให้แก่เกษตรกรในกรณีสินค้าราคาตกต่ำ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์จากการรับโอนเข้าบัญชีโดยตรงไปแล้วกว่า 5.1 ล้านราย จำนวนเงินกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการ และพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว  เพื่อช่วยเหลือด้านต้นทุนการผลิต และการเก็บเกี่ยวในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 4.63 ล้านราย จำนวนเงินกว่า 5.38 หมื่นล้านบาท     

 

 

พิสูจน์อักษร  โดย....สุรีย์   ศิลาวงษ์