ภาพที่ประชาชนคนไทยได้เห็น และเข้าใจ หนำซ้ำตลอด 7 เดือนของรัฐบาล ก็มี 7 ข้อครหาเชิงประจักษ์ เพื่อตอกย้ำภาพที่คนไทยเห็น ว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ
สังเกตไหม (หรือชินแล้ว??) ว่าระยะนี้ท่านนายกฯอนุทิน ให้สัมภาษณ์เหวี่ยงๆ และตอบโต้คนที่วิจารณ์ท่านค่อนข้างแรง
ไม่ว่าจะเป็นสื่อ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือแม้แต่กระแสสังคม
ผมถอดเหตุผลจากคำสัมภาษณ์ของท่าน พบร่องรอยความคิดท่าน ซึ่งนำมาสู่การให้สัมภาษณ์ตอบโต้
หนึ่งเลย ท่านเชื่อมั่นว่าท่านทำงานดี มีผลงาน จึงรำคาญว่าทำไมยังถูกต่อว่า
สอง ท่านมองว่าท่านตั้งใจดี แนวๆ สั่งสมประสบการณ์ ไต่เต้าทำงานการเมืองมา ตั้งแต่เป็น สส.ตัวเล็กๆ จนมาเป็นรัฐมนตรีช่วย รัฐมนตรีว่าการ เป็นหัวหน้าพรรค เป็น มท.1 และเป็นนายกฯ ถือว่าท่านก็สู้มา และเสียสละ เพราะบ้านท่านร่ำรวยมหาศาลอยู่แล้ว ท่านตั้งใจดี ทำเพื่อบ้านเมือง แต่ยังมีพวกหาเรื่องไม่เลิก
สาม ท่านรับไม่ได้ที่โดน “พรรคส้ม” วิจารณ์ เพราะมองว่า สส.พรรคนี้อ่อนประสบการณ์ แค่พรรคเด็ก ส่วนประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านมืออาชีพ ท่านก็คิดว่า สส.พรรคนี้เก่งมาจากไหน มาด่ากันได้ยังไง ตอนเป็นรัฐบาลไม่เห็นปัง
ที่สำคัญ ผมได้ข่าวมาว่าท่านน่าจะรับแรงกดดันจาก “ผู้มีบารมีเหนือพรรค” มากพอสมควร เพราะควบคุมทุกย่างก้าว สั่งการทุกเม็ด มอนิเตอร์ข่าวลบๆ ของรัฐบาลตลอด และไล่บี้ให้เร่งชี้แจง
กล่าวโดยสรุปก็คือ ถ้ามองในแง่ดี อาการ “สวนทุกเม็ด” ของท่านนายกฯ ไม่ใช่ท่านไม่ฟังใคร แต่ท่านหงุดหงิดที่พยายามตั้งใจ แต่กลับถูกด่า ถูกว่า ถูกตำหนิ แถมยังมีเฟกนิวส์กล่าวหาท่านด้วยข้อรุนแรง อันนี้ยอมไม่ได้จริงๆ
แต่ผมอยากจะบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน โดยเฉพาะกระแสสังคมมองรัฐบาลของท่านเชิงลบ มันมีสาเหตุ ไม่ใช่เพราะความไม่ชอบ หรือความเป็นศัตรูทางการเมืองอย่างเดียว
ต้องไม่ลืมว่า “ภาพจำ” ของรัฐบาลภูมิใจไทย คือ พรรคชุมนุมบ้านใหญ่ เต็มไปด้วย สส.ดาวฤกษ์ ตระกูลการเมือง ผู้มากบารมีระดับท้องถิ่น หัวหน้าพรรคก็เคยเป็นนักธุรกิจ ครอบครัวมีบริษัทประกอบกิจการหลากหลาย โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เมกะโปรเจกต์ที่เป็นสัมปทานของรัฐ หรือคู่สัญญากับรัฐ
ผู้มีบารมีเหนือพรรค และครอบครัว ก็มีธุรกิจบนที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินรัฐ และทำธุรกิจที่ใช้งบอุดหนุนจากรัฐ แถมลูกชายก็มานั่งเป็นรัฐมนตรีคนสำคัญในรัฐบาลของท่าน
ความสำเร็จของพรรคท่าน มาจากสร้างฐานการเมืองระดับจังหวัดแบบยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ คือ การเมืองท้องถิ่น (เทศบาล อบจ.) ระดับชาติ (สส./ สว.) รวมถึงภาคเอกชนในจังหวัด เช่น หอการค้า คนของสีน้ำเงินยึดกุมหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังแสดงเจตนายึดกุมฝ่ายนิติบัญญัติแบบ “กินรวบ” ผ่านวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจหน้าที่แต่งตั้ง รับรองกรรมการองค์กรอิสระทุกองค์กร ส่งผลให้พรรคของท่านครอบครองอำนาจอธิปไตยถึง 3 เสาหลักจาก 4 เสาของเมืองไทย คือ เสาบริหาร เสานิติบัญญัติ และเสาองค์กรอิสระ เหลือแค่เสา “ศาลยุติธรรม” เท่านั้นที่ยังยึดไม่ได้
เท่านั้นยังไม่พอ ท่านยังจับมือและผสานผลประโยชน์กับกลุ่มทุนใหญ่ ไม่มีนโยบายตั้งป้อมตรวจสอบ หรือทำอะไรที่กระทบกลุ่มทุน พูดง่ายๆ คือทุนใหญ่ก็อยู่ข้างท่าน และแบ่งสรรผลประโยชน์กันลงตัว
นี่คือภาพที่ประชาชนคนไทยได้เห็น และเข้าใจ หนำซ้ำตลอด 7 เดือนของรัฐบาล ก็มี 7 ข้อครหาเชิงประจักษ์ เพื่อตอกย้ำภาพที่คนไทยเห็น ว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ
1. วิกฤติน้ำมันแพงจากสงครามในตะวันออกกลาง ตั้งแต่ตอนยังเป็นรัฐบาลรักษาการ และเริ่มตั้งรัฐบาลใหม่ๆ มีข้อครหา “ไอ้โม่งโกงน้ำมัน” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีในรัฐบาลของท่าน ซึ่งเคยทำธุรกิจน้ำมัน และวันนี้ครอบครัวก็ยังทำอยู่
ล่าสุดก็ยังโต้เถียงกับหลายๆ ฝ่ายเรื่องการลดราคาน้ำมัน B20 กับ E20 โดยใช้ภาษีเข้าไปอุ้ม ระยะเวลา 3 เดือน โดยไม่แตะโครงสร้างราคาที่มีทุนใหญ่ได้ประโยชน์อยู่เช่นเคย
2. ค่าไฟแพง มีความพยายามแตะโครงสร้างราคาพลังงานแบบเบาๆ และแค่ปลายเหตุ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า “ได้ทำแล้วนะ” แต่เว้นวรรคนโยบายหรือมาตรการที่กระทบ “กลุ่มทุนพลังงาน” โดยตรง
3. เงินกู้ 200,000 ล้าน ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ปรากฏข้อมูลการเสนอโครงการย่อยๆ ของหน่วยงานรัฐระดับท้องถิ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ฐานเสียงของพรรคน้ำเงิน จนเกิดกระแสวิจารณ์เรื่องแบ่งเค้กผลประโยชน์จัดซื้อจัดจ้าง สุดท้ายต้องสั่งยกเลิก
4. แต่เมื่อประชาชนเผลอ หรือกำลังให้ความสนใจเรื่องอื่น ก็มีข่าวเตรียมจัดซื้อรถไถ รถเกี่ยวข้าวพลังงานแสงอาทิตย์ คันละ 18 ล้านบาท จากเงินกู้ก้อนเดียวกัน จนหลายฝ่ายออกมาตรวจสอบสเปคและราคาว่าสูงเกินจริง และไม่ตอบสนองความจำเป็นในการใช้งานจริงของเกษตรกร จนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องออกโรงชี้แจง อ้างเป็นเรื่องเข้าใจผิด
5. โครงการโซลาร์ประชาชน อุดหนุน 1 ล้านหลังคาเรือน กำลังเป็นคำถามว่าใครได้ประโยชน์ตัวจริงกันแน่ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ชี้แจงยากจริงๆ ว่า ท่านกำลังใช้เงินกู้ของประเทศและเงินกู้ที่ประชาชนเป็นหนี้ ไปกระตุ้นตลาดหรือระบายสต๊อกแผงโซลาร์/อินเวอร์เตอร์ของบริษัทพลังงานรายใหญ่หรือไม่
6. ดาต้าเซนเตอร์ ก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายๆ กัน คือ รัฐบาลส่งเสริมการลงทุน Data Center และ Green Energy จากต่างชาติอย่างเต็มที่ ท่ามกลางคำถามเรื่องความพร้อม โดยเฉพาะเรื่องความต้องการใช้ไฟมหาศาล แหล่งน้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับชุมชน
สังคมหลงทางกันไปพักหนึ่ง กระทั่งมาพบว่า ผลประโยชน์ก้อนใหญ่ที่สุดของการรุกเข้ามาของ Data Center คือ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ที่ถูกมองเชื่อมโยงกับผู้ใหญ่ในรัฐบาล กวาดงานโครงการประเภทนี้ในสัดส่วนสูง
7. เมกะโปรเจกต์ ทั้งผุดและพับ ได้แก่ โครงการแลนด์บริดจ์ ล้านล้าน นิคมอุตสาหกรรมจะนะ แสนล้าน เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แบบไม่มีกาสิโน ต้องการใช้พื้นที่ท่าเรือคลองเตย ดิสนีย์แลนด์ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเอกชนผู้ชนะประมูลขอสิ้นสุดสัญญา โดยที่ประชาชนคนไทย และในพื้นที่ EEC รอมากว่าครึ่งศตวรรษ ไม่ได้อะไร แถมเสียโอกาส
ทุกโครงการล้วนมีคนได้ประโยชน์แบบทับซ้อน จึงถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้น
ทั้งหมดนี้คือข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ นำมาสู่เสียงวิจารณ์และกระแสต่อต้าน กระแสตรวจสอบแทบทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ ฉะนั้นจึงอยู่ที่ท่านว่าจะประเมินปรากฏการณ์นี้ว่า “สังคมไม่เข้าใจท่าน” หรือ “สังคมไม่เชื่อใจท่าน” กันแน่
ถ้าท่านตอบถูก ก็แก้ปัญหาได้ ถ้าตอบผิด ก็จะเผชิญสถานการณ์นี้ต่อไป





