วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

โกงสอบ...ลวง ไฟใต้...เหลว - ฮั้วสว. ..เละ

3 ประเด็นใหญ่ ร้อนแรง และร้ายแรง ที่กำลังรุมเร้ารัฐบาลคุณอนุทินอยู่ในเวลานี้ ดูเหมือนจะมีเพียง “โกงสอบ” เท่านั้นที่มีแอกชันมากที่สุด และมีการดำเนินการบางอย่างที่บรรลุผลไปบ้าง

KEY POINTS

  • 3 ประเด็นใหญ่ ร้อนแรง และร้ายแรง ที่กำลังรุมเร้ารัฐบาลอนุทินอยู่ในเวลานี้ ดูเหมือนจะมีเพียง “โกงสอบ” เท่านั้นที่มีแอกชันมากที่สุด และมีการดำเนินการบางอย่างที่บรรลุผลไปบ้าง
  • ส่วนประเด็นไฟใต้ หลังจากนายกฯนั่งหัวโต๊ะประชุม สมช. และแถลง 6 มาตรการออกมา ปรากฏว่ามีแต่คนส่ายหน้า พูดตรงกันว่าช่างไม่มีความหวังอะไรเสียเลย
  • การพิจารณาคำร้อง “ฮั้ว สว.” ของ กกต. เดินมาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ ขั้นตอนที่ 4 โดยสำนวนถึงมือ กกต.ชุดใหญ่ มีข่าวจาก กกต.บางท่านว่า การพิจารณาจะจบภายในกรอบเวลา คือ 90 วัน หรือประชุม 12 จันทร์ต่อเนื่อง แต่ล่าสุดมีข่าวจากวงใน กกต.ว่า อาจจะขอต่อเวลาอีก 1 เดือน

3 ประเด็นใหญ่ ร้อนแรง และร้ายแรง ที่กำลังรุมเร้ารัฐบาลคุณอนุทินอยู่ในเวลานี้ ดูเหมือนจะมีเพียง “โกงสอบ” เท่านั้นที่มีแอกชันมากที่สุด และมีการดำเนินการบางอย่างที่บรรลุผลไปบ้าง

แต่ปัญหาของกรณี “โกงสอบ” กำลังจะบานปลายและกระทบรัฐบาลหนักขึ้นตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป เพราะกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ กรม สถ.ไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อ “ผู้ที่สอบได้ตัวจริง” และคนที่โกงคะแนน ถูกแก้คะแนนว่าเป็นใครบ้าง

เมื่อขั้นตอนไปถึง ก.กลาง และย่อยลงไปถึง ก.จังหวัด จะเริ่มมีการร้องเรียน กล่าวหา ตั้งคำถาม

ผู้รับผิดชอบท่านอาจจะบอกว่า ท่านมีผลตรวจคะแนนรอบแรกให้ตรวจสอบเพื่อพิสูจน์เป็นรายๆ ไป แต่มาถึงวันนี้ ใครจะเชื่อว่าผลตรวจนั้นเป็น “ของจริง” เพราะท่านประกาศผลเท็จ รับรองผลเท็จไปตั้งหลายครั้ง

และต้องไม่ลืมว่า ในห้วงเวลาของการตรวจคะแนนใหม่ และสรุปผลเรียบร้อย มีรายชื่อแยกกลุ่มสุจริต ทุจริต และกลุ่มเทาๆ ครบแล้ว 

มีข่าวความเคลื่อนไหวของบรรดาเสนาบดี เครือข่ายผู้มีอำนาจ ทั้งระดับชาติ และระดับจังหวัด โทรเช็ค สอบถาม ตรวจสอบ ฝากฝั่ง ยัดชื่อ ฯลฯ กันวุ่นวาย จนคนใน สถ.ต้องฝากสื่อให้ช่วยโวยแทน

สะท้อนว่า แก๊งอภิสิทธิ์ชนไม่ได้สำเหนียก ยังคงต้องการโกงต่อไปเพื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมาย ฉะนั้นสุดท้ายปัญหาจะย้อนกลับมารุมรัฐบาลอีกรอบ

รวมไปถึงคำถามที่ว่า ขนาดขบวนการโกงสอบเป็นข่าวใหญ่ขนาดนี้ เครือข่ายการเมืองระดับชาติยังกล้าเคลื่อนไหวไม่ยอมหยุด แล้วเหตุใดกระบวนการสอบสวนเอาผิดของตำรวจ และองค์กรตรวจสอบ จึงชะงักตัดตอนอยู่แค่ผู้เข้าสอบ แก๊งแก้คะแนน และข้าราชการสูงสุดแค่ระดับ 10

ส่วนประเด็นไฟใต้ หลังจากนายกฯนั่งหัวโต๊ะประชุม สมช. และแถลง 6 มาตรการออกมา ปรากฏว่ามีแต่คนส่ายหน้า พูดตรงกันว่าช่างไม่มีความหวังอะไรเสียเลย

นายทหารใน กอ.รมน.เองบางคนยังแอบกระซิบกับนักข่าวว่า นี่มันเรื่องเก่าทั้งหมด เคยทำมาแล้วแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ก็ยังดันทุรังกันต่อไป

โดยเฉพาะเรื่อง “หมายแดงอินเตอร์โพล” ประสานมาเลย์ช่วยจับโจรใต้ที่ข้ามแดนไปกบดาน หน่วยงานที่รับผิดชอบเล่าให้ฟังว่า ส่งไปไม่รู้กี่หมายแล้ว…หายเงียบ

ฉะนั้นหน่วยงานระดับปฏิบัติเขาอยากเห็น “แอ็กชันใหม่” ที่มียุทธศาสตร์ใหม่ๆ และแนวทางใหม่ๆ ที่ดีกว่านี้

หรืออย่างมาตรการซีลชายแดน ซึ่งเป็น 1 ใน 6 มาตรการเหมือนกัน ปรากฏว่าหลังเกิดเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี และยิงทหารพราน สูญเสีย 5 ชีวิต ฝ่ายทหารปิดล้อมเทือกเขา เอกซเรย์ละเอียดยิบ แต่ไม่พบตัว ก็แปลว่าพวกทีมที่ก่อเหตุหนีข้ามแดนไปก่อนแล้ว

และคนพื้นที่ ตลอดจนคนที่ติดตามปัญหาไฟใต้ รับรู้มาเนิ่นนาน โดยเฉพาะกลุ่มชายชุดดำที่ไม่รู้ว่าเป็น “บีอาร์เอ็น” จริงหรือเปล่า ก่อเหตุแล้วเหมือนหายตัวได้ ก่อเหตุใหญ่ๆ ปี 68 สองครั้ง ปีนี้อีก 1 ครั้ง ทุกครั้งก็พบร่องรอยหนีข้ามแดน แล้วเหตุใดจึงซีลชายแดนไม่ได้เสียที

คนไทยทราบดีว่า ซีลชายแดนไม่ง่าย เพราะพื้นที่มันกว้างใหญ่ไพศาล แต่มาตรการเชิงรุกมันต้องมี และดีกว่ามาตรการที่ประกาศออกมาหรือเปล่า

อีกข้อหนึ่งคือการฟื้นโครงการแนวๆ “พาคนกลับบ้าน” มาตรการนี้หลายคนฟังแล้วผวา บางท่านอาจจะไม่ทราบว่า ในรัฐบาลชุด ก่อนๆ ขอไม่บอกว่าชุดไหน ฝ่ายมาเลเซียส่งชื่อกลุ่มผู้เห็นต่างที่พำนักในมาเลย์มาให้ไทย บอกว่าจะส่งกลับมาราวๆ 1,000 คน

เมื่อฝ่ายการเมืองไทยรับรู้ ก็รีบโทรสั่งหน่วยในพื้นที่ ให้เตรียมงบ 200 ล้านบาทเพื่อการนี้ทันที ทั้งๆ ที่ ยังไม่ได้ตรวจสอบว่า 1,000 คนนั้นเป็นใคร เนื่องจากต้องแยกแยะเป็นกลุ่มดังนี้

 - กลุ่มไม่มีหมายจับ พวกนี้เดินกลับมาได้เลย ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องมีโครงการ หากต้องการมีอาชีพ ก็ให้มาลงทะเบียนกับหน่วยงานรัฐ

 - กลุ่มที่มีหมาย พ.ร.ก. กลุ่มนี้ต้องยกเลิกหมายก่อน โดยต้องส่งชื่อมาให้ตรวจสอบว่าโดนคดีอะไร

 - กลุ่มที่มีหมายจับ ต้องมีช่องทางตามกฎหมายรองรับ ซึ่งกฎหมายความมั่นคง มาตรา 21 ที่มีอยู่ ไม่เพียงพอที่จะทำโครงการเหล่านี้เหมือน “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” ในอดีตได้

 - ที่สำคัญ คนที่จะเข้าโครงการ ต้องนำอาวุธมามอบให้ ไม่ใช่มาตัวเปล่า แล้วทิ้งอาวุธไว้ให้นักรบรุ่นใหม่

ผู้คร่ำหวอดในพื้นที่บอกว่า การผุดโครงการแบบนี้ขึ้นมา สุ่มเสี่ยงถูกนำไปตั้งงบประมาณ แล้วกินหัวคิว ซึ่งจะทำให้โครงการดีๆ แปดเปื้อนไป โชคดีที่รัฐบาลในอดีตซึ่งมีการเสนองบ 200 ล้านล้มไปเสียก่อน จึงไม่เสียเงินฟรี

อีกเรื่องคือฮั้ว สว. การพิจารณาคำร้อง “ฮั้ว สว.” ของ กกต. เดินมาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ ชั้นตอนที่ 4 โดยสำนวนถึงมือ กกต.ชุดใหญ่ มีเวลา 90 วัน เริ่มประชุมกันตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ล็อกคิวกันเอาไว้ทุกวันจันทร์ แต่ข่าวสับสนว่า ประชุมทุกจันทร์ หรือจันทร์เว้นจันทร์กันแน่

ก่อนหน้านี้ มีข่าวจาก กกต.บางท่านว่า การพิจารณาจะจบภายในกรอบเวลา คือ 90 วัน หรือประชุม 12 จันทร์ต่อเนื่อง แต่ล่าสุดมีข่าวจากวงใน กกต.ว่า อาจจะขอต่อเวลาอีก 1 เดือน

รูปแบบการพิจารณาสำนวนของ กกต. คือ พิจารณาเป็นรายจังหวัด ข้อมูลล่าสุดเราได้รับการยืนยันมาก็คือ กกต.ประชุมพิจารณาสำนวนกล่าวหาที่เป็นรายจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ไปครบทุกจังหวัดแล้ว และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะเริ่มพิจารณาในกลุ่มนักการเมือง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา 91 คน ส่วนใหญ่เป็นคนของพรรคภูมิใจไทย

แต่ความน่าสนใจก็คือ การพิจารณาของ กกต. ยึดแนวทาง “พิจารณาคำร้อง ประกอบพยานหลักฐานรายจังหวัด” เรื่องนี้ผมเคยวิเคราะห์เอาไว้หลายครั้งว่า จะทำให้ กกต.พบความผิดเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่ สว.ตัวจริงในปัจจุบัน แต่เป็นผู้สมัคร หรือผู้ที่ตกรอบอำเภอและจังหวัด ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ฝ่ายการเมืองระดมมาสมัคร เพื่อ “พลีชีพ” เลือกคนที่ฝ่ายการเมืองล็อกเป้าเอาไว้ ให้ขึ้นไปสู่การเลือกระดับประเทศ

ส่วนเส้นทางเงิน หากมีการโอนให้กันเป็นค่าตอบแทน หรือเสนอผลประโยชน์อื่นใดแลกเปลี่ยนกัน ก็จะเอาผิดได้เฉพาะ “เครือข่ายการเมืองระดับจังหวัด” เช่น หัวคะแนน หรือลูกน้องของนักการเมืองเท่านั้น เนื่องจาก “เส้นเงิน” จะไม่โยงไปถึง “ระดับบงการ” หรือ “ระดับวางแผน” ที่จัดฮั้วระดับประเทศแน่นอน

เมื่อพิจารณาในรูปแบบนี้ กกต.ก็จะอ้างว่า ไม่มีเส้นทางเงินโยงไปถึงผู้ถูกกล่าวหาในกลุ่มที่เป็นแกนนำพรรคการเมือง ก็จะสรุปชี้มูลความผิดส่งศาลฎีกาเฉพาะกลุ่มที่มีหลักฐานเชื่อมโยงถึงในระดับจังหวัด รวมๆ แล้วไม่เกิน 100 คน และอาจมี สว.ตัวจริง โดนบ้างเพียงไม่เกิน 15 คน

ขณะที่นักการเมืองระดับแกนนำพรรคใหญ่ จะไม่มีใครถูกส่งฟ้องศาลฎีกาเลย

นี่คือ 3 เรื่องร้อนที่ผมสรุปมาให้ดูในช่วงต้นสัปดาห์นี้ว่า แต่ละเรื่องมีแนวโน้มมวยล้ม ถูกตัดตอนไม่ต่างกัน จึงไม่แปลกที่คนไทยจำนวนไม่น้อยจะไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล

ขณะที่ตัวรัฐบาลก็ประคอง สร้างภาพ เต้นฟุตเวิร์ก อาศัยข่าวใหญ่ เหตุการณ์ใหญ่ๆ เพื่อพลิกตัวออกจากมุมอับเรื่อยๆ

ลีลาประเภททิ้งภารกิจสุพรรณฯ ไปตามคดี “ป๋อง-ธง” ที่ชลบุรีด้วยตัวเอง แบบนี้แหละที่รัฐบาลใช้ตลอด แต่คนไทยจะไม่ได้เห็นสาระเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนเลย!