สถานการณ์ของรัฐบาลภูมิใจไทย ต้องบอกว่า “มีปัญหาแน่นอน” เพราะ “อาการออกชัด” นั่นก็คือ ข่าวการ “ขันนอตรัฐมนตรี และประธาน กมธ.สีน้ำเงิน” ให้เร่งทำผลงานสาเหตุที่ฟันธงว่า รัฐบาลมีปัญหาแน่นอน มองได้ 2 มุม คือ
หนึ่ง มีปัญหาจริงๆ จากตัวรัฐบาลเอง ที่ไม่มีผลงาน หรือผลงานยังไม่เข้าตา จนโดนกระหน่ำจากรอบทิศ โดยเฉพาะฝ่ายค้าน และฝ่ายแค้น ทั้งใน และนอกสภา
สอง ตัวเองอาจจะมีปัญหาไม่เยอะ แต่โดนการเมืองเล่นงานเยอะ เนื่องจากกลไกของรัฐบาลเองอ่อนประชาสัมพันธ์ ฝ่ายการเมืองสีน้ำเงินอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน อาณาจักรใครอาณาจักรมัน ไม่ออกมาช่วยกันรวมพลังสู้พรรคส้ม พรรคฟ้า ที่เริ่มทำงานเข้าขา และชิงพื้นที่สื่อได้ท่วมท้น
ภาพทางการเมืองในเวลานี้ จึงกลายเป็นนิยาม “ภูมิใจไทย 2 มิติ” ข้างในร้าวปริ หรือถูกข้างนอกทุบ!
แต่ไม่ว่าจะมีมูลเหตุจากเรื่องใด ก็สะท้อนว่ารัฐบาลมีปัญหาอยู่ดี จนต้องขู่ปรับ ครม. เปลี่ยนตำแหน่งประธาน กมธ.กันเลยทีเดียว
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องถือว่าเป็น “ความไวต่อสถานการณ์” ของรัฐบาลภูมิใจไทย และรีบปรับตัว ปรับกระบวนทัพทันที ส่วนประชาชนทั่วไปอย่างเราๆ จะมองว่ารัฐบาลมีปัญหาจริงเพราะตัวเองคือ “มือไม่ถึง” ทำให้เกิดปัญหา หรือจะมองว่า “ถูกการเมืองเล่นงาน แล้วตอบโต้ได้ไม่ดี” อันนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณของสังคม
ผมมีมุมมองจากนอกประเทศ อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิเคราะห์อิสระ พำนักอยู่ที่รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจารย์มีเครือข่ายนักวิชาการ กับชุมชนคนไทย พูดคุยเสวนากันเป็นประจำ โดยอาจารย์ยังเป็นคอลัมนิสต์ในกรุงเทพธุรกิจเล่มนี้ และเป็นคอมเมนเตเตอร์ของเนชั่นทีวีด้วย
อาจารย์กฤษฎา ตกผลึกมุมมองที่คนไทยในต่างแดน และนักวิชาการต่างประเทศที่สนใจประเทศไทย มองเข้ามายัง “การเมืองไทยแลนด์” เอาไว้น่าสนใจมาก
อาจารย์กฤษฎา ตั้งฉายารัฐบาลชุดนี้ว่า “รัฐบาลมะพร้าว - แข็งแต่เปลือก ข้างในนุ่มนิ่ม"
อาจารย์อธิบายว่า “ลูกมะพร้าว” เป็นตัวแทนทำให้เห็นโครงสร้าง และเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ กล่าวคือ
“แข็งแต่เปลือก” หมายถึงภายนอกดูทรงพลัง รัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนจะมีความมั่นคงสูงมาก มีการจับมือกันของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่มีเสียงในสภาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุมได้ทั้งสภาบน สภาล่าง ไม่มีใครมาสั่นคลอนได้
แต่.. “ข้างในนุ่มนิ่ม” ความหมายคือ เนื้อในเปราะบาง เพราะเมื่อเจาะลึกเข้าไปข้างใน รัฐบาลกลับ “ไม่ได้ใจประชาชน” การบริหารประเทศยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานหรือแก้ปัญหาปากท้องได้อย่างแท้จริง เม็ดเงินหรือนโยบายที่ส่งลงไปไม่ได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง แต่กลับเต็มไปด้วยโครงการขนาดใหญ่ หรือ เมกะโปรเจกต์ หรือนโยบายบางอย่างที่นักวิเคราะห์ต่างชาติมองว่า “แปลกๆ” และแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
ความนุ่มนิ่มนี้ หมายถึงความเปราะบางด้านศรัทธาจากประชาชน ซึ่งหากเปลือกนอกกะเทาะออกเมื่อไร ข้างในก็พร้อมจะสลายได้ง่าย
อาจารย์กฤษฎา และชุมชนคนไทยในสหรัฐ วิเคราะห์อนาคตของรัฐบาลชุดนี้ว่า มีความเสี่ยงจากวิกฤติซ้อนวิกฤติ กล่าวคือ ตัวรัฐบาลเองก็เผชิญวิกฤติ “ภายใน” อยู่แล้ว จากสถานการณ์ “แข็งแต่เปลือก ข้างในนุ่มนิ่ม” เพราะยังไม่ได้ศรัทธาจากประชาชน
ขณะเดียวกันตัวรัฐบาล ก็เผชิญกับวิกฤติภายนอก ทั้งวิกฤติพลังงานโลก ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการที่รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ไม่ใช่การกู้เพื่อรองรับวิกฤติเร่งด่วนจากภายนอก แต่กู้มาแก้ปัญหาภายในเอง เอามาอุดงบประจำ เช่น เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ฉะนั้น ฉากทัศน์ของรัฐบาลภูมิใจไทย ยังประเมินได้ 2 ฉากทัศน์ เพราะท่ามกลางวิกฤติ และ “เปลือกของรัฐบาลที่แข็งแกร่ง” หากใช้จุดแข็งมาให้เป็นประโยชน์ ก็อาจจะฝ่าวิกฤติได้ จึงยังคงมี 2 ฉากทัศน์ คือ
ฉากทัศน์ที่ 1 - สถาปนา “อนุรักษนิยมใหม่” สำเร็จ โดยมีเงื่อนไขคือ สามารถผลักดันเมกะโปรเจกต์ กระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค เศรษฐกิจภายในประเทศ และรักษาเสถียรภาพไว้ได้ พรรคจะกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจฝั่งขวา และอนุรักษนิยมรูปแบบใหม่ที่เน้นผลลัพธ์ และการบริหารจัดการ
และแม้ผลงานอาจไม่ดีมาก แต่สามารถปลุกกระแสชาตินิยมจากความขัดแย้งชายแดนซึ่งกำลังปะทุขึ้นอีกรอบ หรือการได้รับแรงสนับสนุนเชิงลึกจากจีน ผ่านความสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้นำระดับสูงของระบอบสีน้ำเงิน ย่อมทำให้รัฐบาลสีน้ำเงินยังไปต่อได้
พร้อมๆ กับต้องสลัดภาพลักษณ์การเมืองแบบเก่า สู่การเป็น “ผู้บริหารรัฐกิจระดับมืออาชีพ” ที่กลุ่มทุน และชนชั้นนำดั้งเดิมไว้วางใจ
หรือ ฉากทัศน์ที่ 2 - วิกฤติศรัทธา และแรงตีกลับทางโครงสร้าง เพราะในทางกลับกัน หากรัฐบาลทำแบบแรกไม่สำเร็จ โดยเฉพาะแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้ แล้วยังเผชิญคดีความอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตเชิงนโยบาย อาจทำให้กระแสเสื่อมศรัทธาลามจากเมืองสู่ต่างจังหวัด ย่อมส่งผลให้ยุทธศาสตร์ “พูดแล้วทำ” เสื่อมมนต์ขลัง
กลายเป็นตัวเร่งให้เครือข่ายผลประโยชน์ภายในพรรคเริ่มปริร้าว เพราะเมื่อไร้ผลงาน และแบ่งเค้กงบประมาณกับเก้าอี้ไม่ลงตัว “กลไกรัฐเชิงลึก” กับ “เครือข่ายบ้านใหญ่” ที่คอยเอื้อประโยชน์ จะแปรเปลี่ยนเป็นหอกข้างแคร่ หันมาทิ่มรัฐบาล นำไปสู่จุดจบได้เหมือนกัน
สรุปแบบรวบรัดก็คือ พรรคภูมิใจไทยในเวลานี้เปรียบเสมือน “ยักษ์ใหญ่ที่มีอำนาจล้นมือในเชิงปริมาณ” คือ จำนวนเสียง สส. และ สว แต่ยังคงขาดแคลน “ความชอบธรรมทางวัฒนธรรมการเมือง” ในสายตาของประชาชน โดยเฉพาะในฝั่งที่ไม่ใช่แฟนคลับสีน้ำเงินของภูมิใจไทย ซึ่งมีอยู่มากมายไม่แพ้กัน
ส่วนข่าวร้อนๆ ล่าสุด คือ เรื่องที่รัฐบาลพยายามแทรกแซงกดดันการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน และมักแสดงความไม่พอใจ เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในบางเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน (โดยมีเครือเนชั่นถูกจับจ้อง โดยทีมมอนิเตอร์และทีมกฎหมายของรัฐบาลด้วย) นั้น
อาจารย์กฤษฎา ซึ่งพำนัก และเกาะติดการเมืองอเมริกา วิเคราะห์ว่า ท่าทีของคนระดับผู้นำในรัฐบาลสีน้ำเงิน คล้ายคลึงกับ ประธานาธิบดีทรัมป์ คือ มีจิตวิทยาผู้นำประเภท “ทายาทตระกูลการเมืองที่ร่ำรวย ต้องการยอมรับ และความรักจากมหาชน"
ทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ และนายกฯ อนุทิน สามารถเปลี่ยน "ทุนของครอบครัว” ให้กลายเป็น "ทุนทางเมือง" ได้อย่างทรงพลัง โดยใช้เสน่ห์แบบชาวบ้าน และการเข้าถึงง่าย ทำให้ได้รับคะแนนนิยม
ความต่างคือ ทรัมป์ปกครองด้วยการ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” ส่วน นายกฯ อนุทินใช้วิธี “ผูกมิตรเพื่อเพิ่มอำนาจ” (แต่ข่าวเกี่ยวกับการกดดันสื่อล่าสุด ไม่แน่ชัดว่า กำลังปรับกลยุทธ์หรือไม่)
ส่วนจะประสบความสำเร็จทางการเมืองหรือเปล่า ทั้ง ทรัมป์ และ อนุทิน อีกไม่นานก็คงได้เห็นกัน!
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


