“ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นวาทกรรมทางการเมือง ในยุคนี้ ที่ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ขึ้นมากุมอำนาจฝ่ายบริหาร และยังรวมไปถึงฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ สว.ถูกเหมารวมเป็นเนื้อเดียวกัน ในเครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเมืองไทยมีการผูกขาดอำนาจของกลุ่มการเมือง ในแต่ละยุคสมัย โดยเปลี่ยนผ่านรูปแบบ และกลไกการควบคุมอำนาจรัฐมาอย่างต่อเนื่อง
การเมืองไทยตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ยังอยู่ในวงจรของ “การรวมศูนย์อำนาจ” เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนผู้เล่น และเปลี่ยนเครื่องมือที่ใช้ควบคุมรัฐ จากยุคที่อำนาจอยู่บนฐานเสียงประชาชน มาสู่ยุคอำนาจจากกองทัพ และขยับมาสู่ยุคเครือข่ายอำนาจระดับจังหวัด และสถาบันทางการเมืองที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้ถูกเรียกว่า “ระบอบ”ไม่ใช่เพียงการชนะเลือกตั้งต่อเนื่อง แต่เป็นการสร้างเครือข่ายที่เชื่อมรัฐบาล พรรคการเมือง ทุน และระบบราชการเข้าด้วยกัน จนถูกมองว่า เกิดภาวะอำนาจกระจุกตัว และเสี่ยงต่อการผูกขาดทางการเมือง
ที่ผ่านมา ระบอบการเมืองไทย อาจแบ่งได้เป็น 3 ช่วง คือ ยุคนายกฯทักษิณ นายกฯประยุทธ์ และปัจจุบันนายกฯอนุทิน
หากเปรียบเทียบ โครงสร้าง 3 ระบอบนี้ จะเห็นถึงความเหมือน ความต่าง และพัฒนาการที่น่าสนใจ ดังนี้
ระบอบทักษิณ ปี 2544-2549
“ระบอบทักษิณ” เกิดขึ้นการเปลี่ยนวิธีคิดทางการเมือง เรื่องการเลือกตั้ง โดยอาศัยทั้งฐานการเมืองระบบอุปถัมภ์ กลุ่มบ้านใหญ่ ในแต่ละพื้นที่ ผสมเข้ากับแนวทางการสร้าง “การเมืองแบบตลาดมวลชน” ที่มีนโยบายจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หรือการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ
กลายเป็น “นโยบายประชานิยม” และความนิยมในตัวผู้นำ คือนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่สามารถชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ กวาดเสียงท่วมท้น จนทำให้เกิดภาวะ “เผด็จการรัฐสภา”
ขณะที่ระบอบทักษิณ ก็ถูกมองว่า ลักษณะการครองอำนาจ ใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ควบคุมฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ได้อย่างเด็ดขาด และยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เรื่องการแทรกแซง และครอบงำองค์กรอิสระ
ในที่สุด แรงต้านจากกระแสสังคม “ระบอบทักษิณ” ก็ถูกล้มล้าง ด้วยการรัฐประหาร 2549 เปลี่ยนไปสู่ “ระบอบ คสช.” เข้ามาแทนที่ แต่เครือข่ายในระบอบทักษิณ ก็ยังคงส่งต่ออำนาจจากยุคพรรคไทยรักไทย ผ่านพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยในเวลาต่อมา
ระบอบ คสช. ช่วงปี 2557-2566
เริ่มต้นจาก “การรัฐประหาร” โดย คสช. หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560
หากเปรียบเทียบ ก็จะเห็นได้ว่าระบอบทักษิณ คือการสร้าง “อำนาจจากฐานมวลชน” ผ่านการเลือกตั้ง ขณะที่ระบอบ คสช. คือการสร้าง “อำนาจจากโครงสร้างรัฐ”
ระบอบ คสช. ใช้อำนาจผ่านโครงสร้างรัฐโดยตรง อำนาจของยุคนี้ อ้างเหตุผลเรื่องการฟื้นความสงบ ลดความขัดแย้ง และปฏิรูปประเทศ
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คสช.ก็ได้ขยายอำนาจรัฐเข้าสู่ทุกมิติ ทั้งออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ วางกลไกวุฒิสภา องค์กรอิสระ และกฎหมายพิเศษ ให้เป็นฐานรองรับอำนาจในระยะยาว มีการใช้กลไกทางกฎหมาย และโครงสร้างรัฐเป็นเครื่องมือหลัก โดยมีสว.ชุดแต่งตั้ง 250 คน ทำหน้าที่เป็นฐานอำนาจในรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ควบคู่กับการวางเครือข่ายในองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อควบคุม และจำกัดบทบาทของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่ระบอบ คสช.สิ้นสุดลง เมื่อ สว.ชุดแต่งตั้งหมดวาระลงในปี 2567 และเกิดการเลือกตั้ง สว.ชุดใหม่ตามระบบกลุ่มอาชีพ
เมื่อเวลาผ่านไป ถึงแม้ คสช. จะถอยจากอำนาจทางตรง แต่การเมืองไทยก็ไม่ได้กลับสู่สภาพเดิม เพราะบรรดาทหารแกนนำใน คสช. “พี่น้อง 3 ป.” ตัดสินใจไปต่อทางการเมือง ด้วยการตั้งพรรคการเมือง ลงเลือกตั้ง และได้กลับเข้ามากุมอำนาจรัฐต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี จนเกิดการจัดวางสมการอำนาจรูปแบบใหม่ขึ้นมา
ระบอบสีน้ำเงิน ปี 2567-ปัจจุบัน
สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ของการขยายตัวของเครือข่ายอำนาจทางการเมืองในยุคปัจจุบัน โดยมี ศูนย์กลางอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย และกลุ่มการเมืองสายอนุรักษนิยม
โดยกลไกหลักของระบอบสีน้ำเงิน เติบโตผ่าน“เครือข่ายบ้านใหญ่” และพันธมิตรทางการเมือง จนถูกมองว่า “กินรวบอำนาจ” ในระดับโครงสร้าง
โดยเฉพาะการมี สว. สายสีน้ำเงินที่ครองเสียงข้างมากเด็ดขาดในวุฒิสภา ส่งผลให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบล็อก หรือผ่านกฎหมายสำคัญ ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมด
จุดเด่น ที่แตกต่างของระบอบสีน้ำเงิน เป็นการสะสมอำนาจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านฐานการเมืองท้องถิ่น ผ่านสมาชิกวุฒิสภา ผ่านกระทรวงสำคัญ และผ่านเครือข่ายระดับจังหวัด
เห็นได้ชัดว่า ในการเลือกตั้ง 2566 ภูมิใจไทย ที่ไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่ง แต่กลับสามารถมีอำนาจต่อรองได้สูง จนเกิดความได้เปรียบ และสถานการณ์พลิกผันจนขยับขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 1 ในการเลือกตั้ง 2569
ระบอบสีน้ำเงิน มีความคล้ายคลึง เสมือนการสวมรอย ต่อยอดจาก “ระบอบ คสช.” ในแง่ของการใช้ประโยชน์จากกลไกวุฒิสภา องค์กรอิสระ เพื่อควบคุมทิศทางประเทศ แต่มีความต่างตรงที่ระบอบสีน้ำเงิน เติบโตมาจากพรรคการเมืองในระบบเลือกตั้ง และเครือข่ายท้องถิ่น ไม่ใช่กองทัพโดยตรง
หากระบอบทักษิณใช้ “นโยบาย” เป็นเครื่องมือ และ คสช. ใช้ “โครงสร้างรัฐ” เป็นเครื่องมือ ระบอบสีน้ำเงินดูเหมือนจะใช้ “เครือข่าย” เป็นเครื่องมือสำคัญ
ส่งผลให้ระบอบสีน้ำเงินในปัจจุบัน กลายเป็นขั้วอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการคานอำนาจ ในพื้นที่การเมืองไทย ทั้งกับระบอบทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทย และพรรคสายก้าวหน้า อย่างพรรคประชาชน
อย่างไรก็ตาม แม้ ระบอบการเมืองทั้ง 3 ยุค จะมีวิธีการต่างกัน แต่สิ่งที่คล้ายกัน คือ การพยายามสร้างระบบ ที่ทำให้อยู่ในอำนาจได้ยาวนาน กว่าการเลือกตั้งปกติ อย่างเช่นยุค คสช.
นี่อาจเป็นภาพสะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย เมื่อระบอบหนึ่งอ่อนแรงลง ก็เปลี่ยนมือไปยังผู้ถืออำนาจในระบอบใหม่ หรือเปลี่ยนผูกขาดอำนาจแบบเดิม ไปสู่การผูกขาดอำนาจแบบใหม่ ที่ซับซ้อนกว่าเดิม
ไม่ว่าระบอบใด จะอยู่หรือไป แต่ประเทศไทยจะสร้างระบบการเมือง ที่ทำให้อำนาจแข่งขัน และตรวจสอบกันได้จริงหรือไม่ เพราะตราบใดที่อำนาจยังรวมศูนย์ อยู่กับนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง วงจรการเมืองแบบเดิม ก็มีโอกาสกลับมาในชื่อ “ระบอบใหม่” อยู่เสมอ

