สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า รายงานข้อร้องเรียนของ SME ต่อผลกระทบจากแพลตฟอร์มดิจิทัลในช่วงเดือน ม.ค.-7 ต.ค.2569 รวม 37 เรื่อง ซึ่งเป็นสัดส่วนต่อเรื่องร้องเรียนรวมที่เพิ่มขึ้น
โดยเป็นสัญญาณสะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ค้ารายย่อยที่เสียสมดุล เมื่อแพลตฟอร์มเป็นช่องทางหลักที่ SME เข้าถึงลูกค้า แต่ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีอำนาจต่อรองน้อยมาก และต้องยอมรับเงื่อนไขที่แพลตฟอร์มกำหนดฝ่ายเดียวทั้งที่เงื่อนไขกระทบต้นทุนของธุรกิจ
ประเด็นที่ถูกหยิบยกมาร้องเรียนชี้ไปที่พฤติกรรมที่เข้าข่ายการใช้อำนาจเหนือตลาด ทั้งการบังคับเก็บค่าธรรมเนียมและการจำกัดทางเลือกผู้ให้บริการขนส่ง ซึ่งทำให้ผู้ขายไม่สามารถเปรียบเทียบหรือเลือกใช้บริการที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจของตนได้ โดยสมาพันธ์เอสเอ็มอีระบุว่าค่าธรรมเนียมบางครั้งรวมกันพุ่งขึ้นถึง 35% ของยอดขาย ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีกำไรลดลง และท้ายที่สุดอาจถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
อีกประเด็นที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือความเสี่ยงที่แพลตฟอร์มจะนำข้อมูลร้านค้าบนระบบไปใช้พัฒนาสินค้าของตนเองเพื่อแข่งขันกับผู้ขาย แพลตฟอร์มรู้ว่าสินค้าใดขายดี ลูกค้ากลุ่มใดซื้อ ราคาเท่าใดจึงเป็นที่นิยม ข้อมูลเหล่านี้คือผลลัพธ์จากการลงทุนลงแรงของ SME แต่หากถูกนำไปเป็นความได้เปรียบของแพลตฟอร์มเอง ย่อมเท่ากับผู้เล่นรายเล็กกำลังช่วยสร้างคู่แข่งที่เหนือกว่าให้ตนเอง ความได้เปรียบด้านข้อมูลในลักษณะนี้เป็นความท้าทายใหม่ของกฎหมายแข่งขันทางการค้าที่ต้องมีกลไกตรวจสอบและป้องกันชัดเจน
ขณะที่ภาครัฐยอมรับว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้าและสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น จึงไม่ควรมองการกำกับดูแลเป็นการสกัดกั้นนวัตกรรม แต่ควรเป็นการวางกติกาที่โปร่งใส เป็นธรรม และคาดการณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยโครงสร้างค่าธรรมเนียม การให้สิทธิ์ผู้ขายเลือกผู้ให้บริการขนส่ง การกำหนดขอบเขตการใช้ข้อมูลร้านค้า รวมถึงช่องทางร้องเรียนและไกล่เกลี่ยที่เข้าถึงง่าย
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำหนดนโยบายส่งเสริม SME โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาที่ต้องการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งกลไกของรัฐมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งการส่งเสริมและการกำหนดกติกาการค้าที่เป็นธรรมให้กับ SME โดยเฉพาะการกำหนดค่าธรรมเนียมหรือส่วนแบ่งยอดขายที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม (GP) ซึ่งคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ควรบูรณาบังคับใช้กฎหมายให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างสมดุล





