ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับ การประชุมระดับโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย กับการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.นี้ สัปดาห์หน้าซึ่งเปรียบเสมือน ‘โอลิมปิกทางการเงิน’ เป็นมากกว่างานประชุมเศรษฐกิจระดับโลก
แต่เป็น “เวทีเปิดประเทศ” ให้สายตานักลงทุน ผู้นำเศรษฐกิจ และสถาบันการเงินทั่วโลกหันกลับมามองไทยอีกครั้ง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทั้งความผันผวนทางการเงิน ภาระหนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเอไอที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจตั้งแต่ภาคการผลิต การบริการ ไปจนถึงตลาดแรงงาน ไทยต้องใช้เวทีนี้เพื่อประกาศทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปให้ชัดเจน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เอไอ กำลังกลายเป็นแรงเหวี่ยงลูกใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ด้านหนึ่ง คือ โอกาสเพิ่ม Productivity ให้เศรษฐกิจ ธุรกิจในทุกมิติ ลดต้นทุน และนำ เอไอ เข้ามาทดแทนงานบางส่วนทั้งภาคผลิตและบริการ แต่อีกด้านคือความเสี่ยงที่กระจายไปทุกมิติ ตั้งแต่ จ้างงาน ความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคงของข้อมูล ไปจนถึงการแข่งขันระหว่างประเทศ โจทย์ คือ ไทยไม่อาจเลือกแค่ ฉันจะใช้ เอไอ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ฉันจะใช้ เอไอ เพื่อยกระดับขีดความสามารถแข่งขันประเทศได้อย่างไร ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงาน บุคลากร ทักษะใหม่ ตลอดจนกติกาที่เอื้อต่อการลงทุน เพราะหากประเทศอื่นกำลังใช้เอไอเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไทยต้องเร่งสร้างความพร้อม ไม่เช่นนั้น เอไอ อาจกลายเป็นแรงเร่งให้ช่องว่างเศรษฐกิจไทยกว้างขึ้นแทนที่จะเป็นโอกาสใหม่
ขณะเดียวกัน กับดักเศรษฐกิจไทย ยังคงหนีไม่พ้น ภาระหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน หนี้ภาคเอกชนที่อยู่ในระดับสูงที่กำลังจำกัดพื้นที่ในการใช้นโยบาย ความเหลื่อมล้ำ ข้อจำกัดการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังเป็นกำแพงสำคัญของเอสเอ็มอีฐานใหญ่ของเศรษฐกิจไทย การประชุม IMF-World Bank ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงควรเป็นจังหวะสำคัญในการเปิดวงสนทนาว่า นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย จะรับมือกับโลกที่ “หนี้สูง การเติบโตต่ำ เงินทุนผันผวน” ได้อย่างไร
ท้ายที่สุด “ขอบฟ้าใหม่” ของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การรอเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้สามารถสร้างเครื่องยนต์ใหม่ได้ต่อเนื่อง ทั้ง AI เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสะอาด สุขภาพ การแพทย์ และบริการมูลค่าสูง การเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank ครั้งนี้ จึงควรเป็นมากกว่าภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก แต่ต้องเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ไทยใช้โอกาสนี้ทบทวนนโยบายการเงิน การคลัง ยุทธศาสตร์การเติบโต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้นักลงทุน นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญในการเปิด “ขอบฟ้าใหม่” ให้เศรษฐกิจไทยอีกครั้ง





