วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผ่าวิกฤติน้ำท่วมเร่งกู้ภาคผลิต-การท่องเที่ยว

เหมือนอย่างที่โบราณท่านว่า ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงจากเงินเฟ้อผลพวงราคาพลังงานพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ก่อนหน้านั้นมีปัญหาภาษีจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เศรษฐกิจชายแดนสะดุดจากความบาดหมางไทย-กัมพูชา จะพึ่งพาการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจีนที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนหลักก็ไม่กลับมาเที่ยวมากเหมือนเก่า เพราะเศรษฐกิจจีนไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเดิม เลยต้องมีนโยบายจีนเที่ยวจีนบ้างเหมือนกัน ล่าสุดเศรษฐกิจไทยต้องเจอกับอุทกภัยมาซ้ำเติมอีกตัวหนึ่ง
    สถานการณ์อุทกภัยในช่วงวันที่ 24-30 ก.ย.2569 ที่ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและอีก 14 จังหวัด ไม่เพียงสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ชุมชนและเส้นทางคมนาคมเท่านั้น แต่ยังซ้ำเติมภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าและเหลื่อมล้ำ ข้อมูลจากทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการบริการคมนาคม ตลอดจนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ต่างสะท้อนตรงกันว่า วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ได้เข้ามากระทบต่อเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจ ทั้ง ภาคการผลิต และ ภาคการท่องเที่ยว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งท้าทายขีดความสามารถของภาครัฐในการบริหารจัดการทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาวในมิติของ ภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน

    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากสมาชิกในพื้นที่ประสบภัยที่มีอยู่ราว 40% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1,018.36 ล้านบาท โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมเขตนครหลวงและจังหวัดภาคการผลิตสำคัญ ความเสียหายยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบไฟฟ้า สาธารณูปโภค เครื่องจักร วัตถุดิบ และสินค้าสำเร็จรูป ตลอดจนการผลิตหยุดชะงักเนื่องจากแรงงานไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ รวมไปถึงปัญหาด้านโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า
    ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวและบริการเดินทาง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสาหลักทางเศรษฐกิจ ก็ได้รับผลกระทบจากความติดขัดด้านโลจิสติกส์เช่นเดียวกัน ดังเช่นกรณีของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ต้องเผชิญกับปัญหาภาระงานและสัมภาระสะสมคงค้างอันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านกำลังคนภาคพื้นและลานจอด จนต้องปรับลดกำลังการผลิตและลดเที่ยวบินชั่วคราว แม้การบินไทยจะตั้งเป้าหมายนำการบริการกลับเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 7 วัน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ตอกย้ำถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเมื่อต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและเดินทาง

    ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่รุมเร้าอยู่แล้ว อุทกภัยครั้งนี้จึงกลายเป็นอีกแรงกดดันที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ยิ่งเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเมื่อเผชิญกับวิกฤติหลายด้านพร้อมกัน ดังนั้นโจทย์สำคัญของภาครัฐนับจากนี้ คือการเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ควบคู่ไปกับการวางมาตรการป้องกันและยกระดับการรับมือภัยพิบัติในระยะยาว เพื่อไม่ให้วิกฤติจากภัยธรรมชาติกลายเป็นอีกปัจจัยที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย