วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

สทนช. สั่งเร่งระบายน้ำพื้นที่ท่วมขัง รับฝนระลอกใหม่ 5-7 ต.ค. นี้

สทนช. สั่งเร่งสูบระบายน้ำท่วมขัง พร้อมปรับแผนระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา-ป่าสัก รับมือฝนตกหนักระลอกใหม่ 5–7 ต.ค. และน้ำทะเลหนุนสูง

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกแถลงการณ์รายงานสถานการณ์น้ำ ภาพรวมสภาพอากาศ และแนวทางการบริหารจัดการมวลน้ำทั่วประเทศ ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยเตือนประชาชนในหลายภูมิภาคให้เตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณฝนที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง รวมถึงการบริหารจัดการระดับน้ำในเขื่อนสำคัญที่กำลังแตะระดับความจุสูงสุด เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ท้ายน้ำให้ได้มากที่สุด

สภาพอากาศและแนวโน้มฝน มวลอากาศเย็นจากจีนเตรียมแผ่ปกคลุม

จากการติดตามสภาพอากาศร่วมกันระหว่างสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า ในระยะนี้สถานการณ์ฝนในภาพรวมของประเทศไทยจะเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงมีฝนตกกระจายบางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้ซึ่งจะมีการกระจายตัวของฝนมากกว่าภาคอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม สทนช. ได้แจ้งเตือนให้เฝ้าระวังช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม 2569 เนื่องจากความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะเริ่มแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยานี้จะส่งผลให้ปริมาณฝนกลับมาเพิ่มขึ้นอีกระลอก โดยมีทิศทางการเคลื่อนตัวดังนี้

  • เริ่มมีฝนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน)
  • เคลื่อนตัวไปทางฝั่งตะวันตกของประเทศไทย
  • ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้
  • อาจเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และการปรับแผนระบายน้ำ

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคกลาง ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะขึ้นสูงสุดไม่เกิน 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ยังมีมวลน้ำหลากจากแม่น้ำสะแกกรังไหลเข้ามาสมทบอีกประมาณ 500–600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มาตรการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน

1. การผันน้ำเข้าระบบชลประทาน เร่งผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเต็มศักยภาพของการรองรับน้ำ ซึ่งมาตรการนี้อาจส่งผลให้แม่น้ำท่าจีนมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งในบางจุด

2. การผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ ผันน้ำส่วนเกินเข้าสู่ทุ่งรับน้ำลุ่มต่ำที่เกษตรกรได้ดำเนินการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยตัดยอดน้ำและลดภาระแม่น้ำสายหลัก

3. การปรับการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำอยู่ที่อัตรา 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และทยอยปรับเพิ่มเป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วงบ่ายของวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยการปรับเพิ่มจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปตามสถานการณ์จริง

4. การหน่วงน้ำตอนบน

  • เขื่อนภูมิพล งดการระบายน้ำชั่วคราวระหว่างวันที่ 30 กันยายน – 1 ตุลาคม 2569
  • เขื่อนสิริกิติ์ ปรับลดการระบายน้ำเหลือเพียงวันละ 7 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยชะลอและหน่วงมวลน้ำจากตอนบนไม่ให้ลงมาสมทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

สรุปสถานการณ์น้ำในเขื่อนสำคัญทั่วประเทศ

เนื่องจากอิทธิพลของฝนที่ตกสะสมก่อนหน้านี้ ส่งผลให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งมีปริมาณน้ำไหลเข้าเป็นจำนวนมาก สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้จัดทำแผนระบายน้ำที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของโครงสร้างเขื่อนและลดผลกระทบต่อประชาชนท้ายน้ำ ดังนี้

ลุ่มน้ำป่าสัก (เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)

  • ปริมาณน้ำปัจจุบัน สูงถึง 109% ของความจุเก็บกัก
  • แนวทางดำเนินการ จำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำป่าสักแบบขั้นบันได โดยจะปรับขึ้นจนถึงอัตราวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • ผลกระทบ ส่งผลให้เขื่อนพระรามหกที่อยู่ตอนล่างต้องเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำตาม เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น

ลุ่มน้ำแม่กลอง (เขื่อนวชิราลงกรณ)

  • ปริมาณน้ำปัจจุบัน อยู่ที่ 99% ของความจุเก็บกัก (เหลือพื้นที่รองรับน้ำอีกประมาณ 123 ล้านลูกบาศก์เมตร)
  • แนวทางดำเนินการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ปรับแผนการระบายน้ำเป็น 42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
  • ผลกระทบ การระบายน้ำดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยคาดว่าจะยังคงควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลองไว้ได้ที่อัตราประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ลุ่มน้ำบางปะกง และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก

  • เขื่อนคลองสียัด มีปริมาณน้ำ 94% ของความจุเก็บกัก
  • เขื่อนขุนด่านปราการชล มีปริมาณน้ำ 97% ของความจุเก็บกัก
  • เขื่อนประแสร์ (ชายฝั่งทะเลตะวันออก) มีปริมาณน้ำเกินความจุ อยู่ที่ 105% ของความจุเก็บกัก
  • แนวทางดำเนินการ เร่งจัดทำและบริหารจัดการแผนการระบายน้ำที่เหมาะสม เพื่อรักษาความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อน ควบคู่กับการบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนท้ายน้ำ

สทนช. ย้ำเร่งสูบน้ำและเฝ้าระวังปัจจัยน้ำทะเลหนุนสูง

เลขาธิการ สทนช. กล่าวเน้นย้ำเพิ่มเติมว่า ได้กำชับกรมชลประทานและหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งหมด เร่งเพิ่มศักยภาพในการสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบอุทกภัยทุกจุดโดยเร็วที่สุด เพื่อคืนพื้นที่แห้งและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ "ปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูง" ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำลงสู่ทะเล จึงได้สั่งการให้เตรียมเครื่องสูบน้ำสำรอง บานระบายน้ำ และการบริหารจัดการประตูระบายน้ำบริเวณปากแม่น้ำเพื่อรับมือกับสภาวะน้ำหนุนอย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปคำแนะนำสำหรับประชาชน

  • ติดตามข่าวสาร ติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยา สทนช. และหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
  • เตรียมยกของขึ้นที่สูง ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน และพื้นที่ท้ายเขื่อน ควรเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูงและปลั๊กไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย
  • เฝ้าระวังช่วงวันที่ 5–7 ต.ค. ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ลมกระโชกแรง จากอิทธิพลมวลอากาศเย็นจากจีน

 

ข้อมูล : สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ