วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทางรอดน้ำท่วมกรุงเทพฯ ‘เมืองฟองน้ำ’+City Brain

วิกฤติน้ำท่วมจากปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในกรุงเทพมหานคร กำลังส่งสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจนว่าแม้จะมีอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ สถานีสูบน้ำนับร้อยแห่ง และเครือข่ายคูคลอง

แต่เมื่อต้องรับมือกับปริมาณน้ำฝนสะสมจำนวนมาก  การเร่งสูบระบายน้ำทิ้งผ่านท่อคอนกรีตลงสู่อ่าวไทยเพียงอย่างเดียวไม่อาจเป็นคำตอบที่ยั่งยืนได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในการรับมือในอนาคตหากมีสถานการณ์ฝนตกแช่เกิดขึ้นอีก
    หากศึกษากรณีเนเธอร์แลนด์จะพบว่า แม้จะมีสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมป้องกันน้ำระดับ “เดลตาเวิกส์” (Delta Works) แต่เมื่อเผชิญวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ปี 1990 วิศวกรดัตช์จำต้องยอมรับขีดจำกัดของสิ่งก่อสร้างคอนกรีตแข็ง และเปลี่ยนแนวคิดจากการป้องกัน  ไปสู่ การอยู่ร่วมกับน้ำ  “Room for the River” เพื่อคืนพื้นที่ให้แม่น้ำเอ่อล้นได้อย่างปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมผังเมืองอย่าง “จัตุรัสรับน้ำ” (Water Square) การออกแบบเมืองเพื่อ “อยู่ร่วมกับน้ำ” อย่างยืดหยุ่น ช่วยลดทอนความเสียหายเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    กรุงเทพมหานครเองกำลังขับเคลื่อนไปสู่การเป็น “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) และการบริหารจัดการน้ำแบบกระจายศูนย์ ผ่านการเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและสีน้ำเงิน เช่น สวนป่าเบญจกิติ และสวน 100 ปี จุฬาฯ ที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ชะลอน้ำธรรมชาติ การขุดเจาะ “แก้มลิงใต้ดิน” (Water Bank) ตามจุดเสี่ยงน้ำท่วมขังเฉพาะจุด ผลักดันข้อบังคับทางกฎหมายผ่านระบบกักเก็บน้ำฝน ณ จุดกำเนิด (OSD) ในอาคารเอกชน และการกำหนดเกณฑ์ดรรชนีพื้นที่สีเขียวซึมน้ำ (BAF) เพื่อสกัดและหน่วงมวลน้ำไม่ให้ไหลทะลักลงสู่ท่อระบายน้ำหลักพร้อมกัน

    ขณะที่ระบบ City Brain แห่งนครหางโจว ประเทศจีน มีการนำ AI มาใช้ในฐานะ “Urban Operating System” เชื่อมโยงข้อมูลทั้งเมืองเข้าด้วยกันเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเป็นระบบอย่างเป็นเอกภาพ ซึ่ง กทม.มีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว ทั้งเรดาร์ตรวจจับฝน เซนเซอร์ระดับน้ำในคลอง สถานะเครื่องสูบน้ำ และฐานข้อมูลภาคประชาชนจาก Traffy Fondue  หากมีการหลอมรวมข้อมูลเหล่านี้เข้ากับโครงสร้างสั่งการข้ามหน่วยงาน (Cross-agency Workflow) เพื่อเปลี่ยนสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าให้กลายเป็นการลงมือปฏิบัติการหน้างานของเจ้าหน้าที่ได้ทันทีในระดับนาที คงจะบรรเทาความเดือดร้อนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมได้ หรือส่งผลกระทบน้อยลง
    เราเห็นว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมของกทม.คงไม่ใช่การเลือกระหว่างการ “ป้องกัน” หรือ “อยู่ร่วม” กับน้ำ(ท่วม)เท่านั้น แต่ควรเป็นการผสานโครงสร้างเมืองฟองน้ำที่ยืดหยุ่นเข้ากับระบบปฏิบัติการเมืองที่รวดเร็วและแม่นยำ การนำผังเมืองมาใช้เพื่อคุ้มครองฟลัดเวย์รับน้ำธรรมชาติ และการฟื้นฟูโครงข่ายคลองสายหลักอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถระบายน้ำออกสู่ทะเลได้รวดเร็ว กทม.คงไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ต้องอาศัยอำนาจของรัฐบาลสั่งการออกนโยบายเป็นหนึ่งเดียว มีระบบสั่งการที่รวดเร็วในการแปรข้อมูลให้เป็นการปฏิบัติการ  ที่บูรณาการ ปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน ประชาชน ที่สำคัญการสร้างเมกะโปรเจกต์ อาจจะไม่ใช่คำตอบเดียว ที่ทำให้ฝนตกแล้วน้ำไม่ท่วม​