วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

ผ่าทางตันงบสุขภาพไทยโตแซง GDP สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจแสนล้าน

สัญญาณเตือนภัยเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทยถูกโฟกัสอีกครั้ง เมื่อรายงานวิเคราะห์บล.เกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศเติบโตในอัตราเฉลี่ยสูงถึง 8-9% ต่อปี

    ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ขยายตัวเพียง 5-6% ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายสุขภาพต่อ GDP เพิ่มขึ้นจาก 3% แตะระดับ 4.5% และคาดว่าจะพุ่งสูงแตะ 1.08 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 6% ของ GDP ภายในปี 2027 ภาครัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงถึง 78% ของทั้งระบบ ซึ่งข้อจำกัดทางการคลังจะปรากฏชัดเจนภายในปี 2030 และเสี่ยงที่จะเบียดงบลงทุนพัฒนาประเทศ
    เมื่อเจาะลึกต้นทุนใน 3 กองทุนสุขภาพหลัก พบว่าสิทธิสวัสดิการข้าราชการมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 20,000 บาทต่อคนต่อปี และเผชิญปัญหาเบิกจ่ายเกินงบประมาณต่อเนื่อง ระบบประกันสังคมอยู่ที่ประมาณ 6,000 กว่าบาท และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) อยู่ที่ 5,500-5,600 บาทต่อคนต่อปี ยิ่งเมื่อพิจารณาอัตราการถือครองประกันสุขภาพเอกชนของคนไทยที่มีเพียง 6.4% ของประชากร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ที่สูงถึง 36%  KKP เสนอให้มีการผลักดันระบบประกันสุขภาพเอกชนเพื่อไม่ให้แรงกระแทกจากสังคมสูงวัยที่กำลังแตะ 21% ในปี 2030  ส่งกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังประเทศ

    ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้แปลงโจทย์วิกฤติทางการคลัง ไปสู่การเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ผ่านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ศูนย์กลางการลงทุนทางการแพทย์” ตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศกว่า 68,000 ล้านบาท ผลักดัน GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กยุทธศาสตร์ ทั้งศูนย์กลางบริการสุขภาพ 25,000 ล้านบาท, ศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา 10,000 ล้านบาท และศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมสุขภาพ 37,000 ล้านบาท

    ล่าสุดประเดิมปิดดีลวิจัยทางคลินิกร่วมกับบริษัท MSD วงเงิน 2,500 ล้านบาท Roche 1,500 ล้านบาทและยังได้สิทธิการอนุญาตโดยสมัครใจ (Voluntary Licensing : VL) จาก MSD ให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ผลิต “ยาเอชไอวี เพร็พ” ชนิดรับประทานเดือนละ 1 เม็ด โดยไม่ต้องรอสิทธิบัตร 20 ปี ลดต้นทุนค่ายาลงได้ถึง 50-70% ซึ่งทำควบคู่กับการยกระดับโรงพยาบาลรัฐสู่บริการพรีเมียม แต่งตั้ง “ทูตสาธารณสุข” เจาะตลาดคนไข้ต่างชาติกำลังซื้อสูงในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ เชื่อมโยงระบบประกันเอกชน เพื่อนำรายได้เชิงพาณิชย์กลับมาหล่อเลี้ยงระบบสาธารณสุขพื้นฐานของคนไทย
    สมการความอยู่รอดของสาธารณสุขไทยในทศวรรษหน้า จึงไม่ใช่เพียงการตั้งรับเพื่อรักษาวินัยการคลังตามคำเตือนของภาคการเงิน หรือการเดินหน้าขยายการรักษาเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การปรับโครงสร้างแบบ “จ่ายกระเป๋าซ้ายเข้ากระเป๋าขวา” ที่ผสานระบบดิจิทัลและการร่วมรับภาระของประกันสุขภาพ เข้ากับการดึงเม็ดเงินใหม่จากเศรษฐกิจสุขภาพระดับสากล ด้วยการขับเคลื่อน Medical Investment Hub ควบคู่ไปกับการปิดรอยรั่วทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะเปลี่ยนผ่าน “วิกฤติงบประมาณสูงวัย” ให้กลายมาเป็น “ขุมทรัพย์เศรษฐกิจแสนล้าน” ที่ช่วยสร้างทั้งผลลัพธ์ทางสุขภาพและความยั่งยืนทางการคลังให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง