เศรษฐกิจไทยเข้าใกล้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ยังไม่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะฟื้นตัวอย่างแข็งแรง แม้บางภาคส่วนจะมีสัญญาณดีขึ้น
แต่ sentiment ในภาพรวมๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี ภาพที่เห็นยังเป็นการ “ประคองตัว” ท่ามกลางกำลังซื้อที่ไม่ฟื้นเต็มที่ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูง และการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่จำนวนกิจการที่ทยอยปิดตัวสะท้อนแรงกดดันที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญ ยิ่งเศรษฐกิจโลกยังผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานและต้นทุนขนส่งก็มีโอกาสปรับสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดย่อมส่งผ่านมายังต้นทุนสินค้าและบริการของไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “เศรษฐกิจไทยจะโตเท่าไร” แต่คือการเติบโตนั้นกระจายไปถึงผู้ประกอบการและประชาชนมากน้อยเพียงใด
การที่กระทรวงการคลังเตรียมเดินหน้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ต่อจึงมีเหตุผลในฐานะมาตรการประคองกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้น เพราะเม็ดเงินที่หมุนเข้าสู่ร้านค้า และธุรกิจรายย่อยสามารถช่วยพยุงยอดขายและสภาพคล่องได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่า มาตรการลักษณะนี้เป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากรัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นซ้ำทุกครั้งที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยไม่เพิ่มผลิตภาพหรือความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผลลัพธ์อาจเป็นเพียงการประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลง แต่ไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจกลับมาเดินได้เต็มกำลัง
ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือแก้ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอี ลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ปลดล็อกกฎระเบียบ ยกระดับทักษะแรงงาน เร่งนำเทคโนโลยีและ AI มาเพิ่ม Productivity ของภาคธุรกิจ โจทย์ใหญ่ประเทศไทยเวลานี้ ไม่ควรจบอยู่ที่การทำอย่างไรให้เศรษฐกิจ “ผ่านปีนี้ไปได้” แต่ต้องมองให้ชัดตรงกันว่า จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ช่วงเวลาที่มีมาตรการพยุงเศรษฐกิจเป็นจังหวะเร่งการปฏิรูปโครงสร้าง ตั้งแต่ระบบภาษี การศึกษาและทักษะแรงงาน การเข้าถึงทุน การแข่งขัน ไปจนถึงการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง ทั้งดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจสีเขียว
เพราะในโลกที่ต้นทุนพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์มีความไม่แน่นอนสูง ประเทศที่อยู่รอด ควรเป็นประเทศที่สร้าง Productivity และขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงอาจจำเป็นสำหรับวันนี้ แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากกว่า คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ในทุกมิติ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่ต้องรอมาตรการรัฐมาพยุงทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ





