วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก

กระแสผู้นำ AI ส่งสัญญาณชะลอการพัฒนา สะท้อนทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อตลาดลงทุน หากความเร็วลดลงอาจกดดัน Valuation หุ้น AI แต่เปิดทางให้ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ดาต้าเซ็นเตอร์ ชิป และความปลอดภัย AI ยังมีบทบาทต่อเนื่อง

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกโรงเรียกร้องให้อุตสาหกรรม AI ชะลอความเร็วในการพัฒนาโมเดล AI เพื่อให้ระบบความปลอดภัยตามทัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสี่ยงร้ายแรงภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า

เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก

Sam Altman แห่ง OpenAI เห็นด้วยทันที และประกาศเลื่อน IPO ออกไปเป็นปี 2027 ขณะที่ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceXAI ก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “อันตรายจาก AI ต่อมนุษย์หรือไม่” เพราะนั่นเป็นคำถามปรัชญาที่ไม่มีใครตอบได้ แต่เราต้องรู้ให้ทันว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้นำการเติบโตหลักของตลาดหุ้นโลกอย่างธีม AI จะต้องถูกควบคุมความเร็วในการพัฒนาจริง

เริ่มด้วยเรื่องของความเร็ว การชะลอพัฒนาการไม่ได้มีแต่ข้อเสีย เป็นเรื่องดีในด้านต้นทุน แค่ต้องไม่พัฒนาช้าเกินไปจนเป็นปัญหา

ทฤษฎีการลงทุนจะมองการเติบโตของเทคโนโลยีผ่าน S-Curve คือเริ่มช้า เร่งตัวแรง แล้วชะลอเมื่อถึงจุดอิ่มตัว

จากประวัติศาสตร์เทคโนโลยี 70 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของโมเดล AI ตอนนี้เร็วกว่าทุก S-Curve ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปแล้ว และเร็วกว่าแม้แต่กฎของ Moore ที่เคยเป็นเพดานอุตสาหกรรมชิปมานานหลายทศวรรษด้วย

ข้อเสียของการพัฒนาที่เร็วไป คือต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานจะล้าสมัยเร็ว บริษัทจึงต้องเร่งลงทุนไม่หยุด หนุนให้ต้นทุนพุ่งขึ้นไปอีก

ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นถ้าพัฒนาการชะลอตัว การลงทุนในชิปและ data center จะมีอายุการใช้งานนานคุ้มค่ากว่าเดิม

แต่ในทางกลับกัน ต้องไม่ลืมว่า Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูง หุ้น AI ทุกวันนี้ตีมูลค่าจากสมมติฐานการเติบโตแบบทวีคูณ หากอุตสาหกรรมชะลอความเร็วลงมากเกินไป ตลาดจะต้องปรับสมมติฐานเติบโตใหม่ทั้งหมด อาจสร้างความผันผวนที่รุนแรงกับโลกการเงินกว่าความเสี่ยงจาก AI เองเสียอีก

ด้านประเด็นการยกระดับการควบคุม ผมมองว่ามีทั้งต้นทุนที่ต้องจ่ายและเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ได้กลับมา

เพราะการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงที่ AI จะถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลดความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกแย่งไปโดยผู้เล่นที่ไม่มีกรอบความรับผิดชอบ และลดความเสี่ยงที่โมเดลจะถูกลอกเลียนแบบอย่างรวดเร็วเกินควบคุม

ส่วนต้นทุนที่ต้องจ่าย คือค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น ความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช้าลง และที่สำคัญที่สุด คือมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรม (Total Addressable Market) ที่อาจเล็กลงกว่าที่นักลงทุนเคยประเมินไว้

คำถามที่น่าสนใจอีกเรื่อง คือโอกาสที่เหล่าผู้นำด้าน AI จะประเมินผิด

ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้าม แต่มักเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำการเติบโตในอดีต

เช่น Steve Ballmer ซีอีโอ Microsoft เคยบอกว่า iPhone ไม่มีทางมี market share ที่มีนัยสำคัญได้ แต่ปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 3 พันล้านเครื่อง ต้นทุนของการเดาผิดครั้งนั้นคือ Microsoft เสียโอกาสครองตลาดมือถือไปทั้งยุค

หรือ Sam Altman เองก็เพิ่งกลับคำ หลังเคยเตือนว่า AI จะกวาดงานระดับเริ่มต้นหายไปครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายยอมรับว่าผิดพลาดเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมที่สูงเกินจริง

ความเสี่ยงของรอบนี้คือการประเมิน timeline พัฒนาการ ถ้าประเมินถูก สหรัฐฯ ก็น่าจะรักษาความเป็นผู้นำด้านโมเดล AI ไว้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าผิด ก็จะเป็นโอกาสให้ผู้พัฒนารายอื่นๆ ก้าวแซงขึ้นมาได้เช่นกัน

จากการวิเคราะห์เบื้องต้น จะเห็นว่าทั้งหมดมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง สำหรับนักลงทุน กลยุทธ์ที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลือกสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ไม่ว่า AI จะ Speed up หรือ Slow down

(1) โครงข่ายสาธารณูปโภคสำหรับ Data Center

ไม่ว่าโมเดลจะพัฒนาต่อเร็วหรือชะลอลง ความต้องการไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะโมเดลที่มีอยู่แล้วก็ต้องใช้พลังงานรันตลอดเวลาอยู่ดี

(2) ผู้ผลิตชิปที่มีสัญญาระยะยาวรองรับ

เพราะสัญญาที่เซ็นไปแล้ว ไม่ได้ถูกยกเลิกเพียงเพราะบริษัท AI ประกาศชะลอการพัฒนา ความต้องการชิปยังคงมีอยู่จากทั้งการเทรนโมเดลใหม่ และการรันโมเดลเดิมในเชิงพาณิชย์

(3) ผู้ให้บริการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของ AI

หาก AI เร่งพัฒนาต่อ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มตามความซับซ้อน แต่หากอุตสาหกรรมถูกบังคับให้ชะลอด้วยกฎระเบียบ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกจากแรงกดดันด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

มุมมองของผม เรื่องร้ายมักขายดีกว่าเรื่องดีอยู่แล้วในทุกยุคสมัย แต่ผมเชื่อว่าโอกาสที่โมเดลภาษา จะพัฒนาเร็วจนกลายเป็นภัยคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในระยะสั้นยังต่ำมาก

อย่างไรก็ดี ในมุมของกลยุทธ์การลงทุน ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เราจึงต้องปรับพอร์ตให้ยืดหยุ่น เพื่อพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมครับ