อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังก้าวผ่านช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากยุคของการเริ่มต้นส่งเสริมตลาดไปสู่นโยบายการสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศอย่างยั่งยืน
KEY POINTS
- รัฐบาลเตรียมปรับยุทธศาสตร์ภาษีสรรพสามิตเพื่อแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า (EV) นำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ในประเทศ
- เป้าหมายหลักของนโยบายใหม่คือการผลักดันให้ค่ายรถยนต์ต่างชาติเร่งลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถ EV และชิ้นส่วนสำคัญในไทย แทนการนำเข้ารถสำเร็จรูป
- กลไกภาษีใหม่จะมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ในช่วงที่ผ่านมา มาตรการสนับสนุนอย่าง EV 3 และ EV 3.5 ได้ทำหน้าที่กระตุ้นการรับรู้และทดลองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างได้ผล ทว่า ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือปริมาณการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า สัดส่วนมูลค่านำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) สูงถึง 72% ของมูลค่านำเข้ารถยนต์ทั้งหมดของไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 สภาวการณ์ดังกล่าวกดดันให้ยอดการผลิตรถยนต์ภายในประเทศในปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวประมาณ 1.8% ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า หากไม่มีการปรับทิศทางนโยบายเพื่อปกป้องและเร่งรัดการลงทุนในประเทศ ไทยอาจต้องสูญเสียศักยภาพการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไปอย่างน่าเสียดาย
เพื่อรับมือกับโจทย์อนาคตนี้ การประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จึงนับเป็นนิมิตหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เป้าหมายหลักคือการเร่งส่งเสริมให้เกิดการตั้งโรงงานผลิตรถ EV และชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
สมดุลทางยุทธศาสตร์ของการมองไปข้างหน้า คือการรักษาสมดุลและความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการทุกกลุ่ม ตามทิศทางที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ นายเอกนิติ ได้วางกรอบไว้ อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างเทคโนโลยีเก่าหรือใหม่ แต่เป็นการรักษาฐานการผลิตรถยนต์เดิมจากค่ายรถญี่ปุ่นไว้ ควบคู่ไปกับการดึงดูดการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมรถ EV จากจีนและค่ายรถต่างชาติ ให้สามารถเติบโตและอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ
สำหรับค่ายรถ EV จากจีนที่เคยนำเข้ารถยนต์เข้ามาทำตลาด ต้องได้รับการกระตุ้นให้เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตและห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทยอย่างจริงจัง มิติที่สำคัญที่สุดในการสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมรถอีวีไทย ไม่ใช่เพียงแค่การประกอบตัวรถสำเร็จรูป แต่คือการผลักดันให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
กลไกภาษีสรรพสามิตใหม่จะต้องครอบคลุมการสนับสนุนทั้งรถยนต์ BEV และรถยนต์ไฮบริดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ปัจจัยตัดสินความสำเร็จในระยะยาวของมาตรการนี้จะขึ้นอยู่กับ ความชัดเจนของเกณฑ์การคำนวณมูลค่าเพิ่มของชิ้นส่วนในประเทศ และ ประสิทธิภาพในการกำกับติดตามการดำเนินงานตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด





