วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

‘ศก.ไทย’ บนทางสองแพร่งเปลี่ยนวันนี้หรือรออีก 30 ปี?

น่าจับตาอย่างยิ่งกับรายงานล่าสุดของธนาคารโลก ที่ประเมินว่าประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

    โดย “สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา” ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทย บอกอย่างตรงไปตรงมาว่า โมเดลการพัฒนาแบบเดิมที่เคยพาไทยพ้นจากประเทศเกษตรกรรมและลดความยากจนลงมหาศาลเมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถผลักดันการเติบโตเพื่อการแข่งขันในอนาคตได้อีกต่อไป เพราะเครื่องยนต์เดิมหมดแรงเฉื่อยไปแล้ว สะท้อนจากอัตราขยายตัวที่เฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปีในช่วงหลังโควิด-19
    ตัวเลขที่ควรทำให้เราสะดุ้ง คือคำเตือนของ “แคทเธอริน แอน สเตเปิลตัน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก ที่คำนวณว่าหากไทยยังเดินนโยบายแบบเดิมและโตตามแนวโน้มเดิมที่ 2.2% ต่อปี กว่าจะยกระดับเศรษฐกิจขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงต้องรอถึงปี 2599 แต่ถ้ากล้าเปลี่ยนผ่านจนจีดีพีต่อหัวโตเฉลี่ย 5.4% ต่อปี เป้าหมายเดียวกันจะมาถึงในปี 2580 หรืออีกเพียง 12 ปีข้างหน้า... ต้นทุนของการไม่ตัดสินใจในวันนี้ จึงไม่ใช่ตัวเลขในรายงาน แต่คือเวลาเกือบครึ่งชีวิตของเด็กที่เกิดในปีนี้

    คำถามสำคัญคือ แล้วอะไรที่เหนี่ยวรั้งพลวัตของเราเอาไว้ ...รายงานฉบับนี้ระบุว่าคอขวดใหญ่เชิงโครงสร้างมี 3 ด้าน ด้านแรกคือพลวัตภาคธุรกิจที่ต่ำเตี้ย ไทยมีสตาร์ตอัปเกิดใหม่เพียง 10 รายต่อประชากรล้านคน ขณะที่สิงคโปร์มีถึง 1,000 ราย ด้านที่สองคือการลงทุนวิจัยและพัฒนาที่ราว 1% ของจีดีพี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่ 2.5% และด้านที่สามคือคุณภาพทักษะแรงงาน ผลทดสอบ PISA ระบุว่าเยาวชนไทยอายุ 15 ปี มีเพียง 1% ที่อยู่ในกลุ่มความสามารถสูงด้านคณิตศาสตร์ ส่วนสัดส่วนผู้เข้าเรียนอุดมศึกษาอยู่ที่ 45% เทียบกับ 82% ในกลุ่มประเทศรายได้สูง

    ทางออกที่ธนาคารโลกเสนอไม่ใช่การทิ้งของเดิม แต่คือการต่อยอดจุดแข็งผ่าน “5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ซึ่ง “ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ” เจ้าหน้าที่อาวุโสของธนาคารโลกประจำประเทศไทย ระบุว่าประกอบด้วยการผลิตขั้นสูง บริการดิจิทัล การท่องเที่ยวยั่งยืนและเชิงสุขภาพ ธุรกิจเกษตรอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งหมดเป็นสาขาที่ไทยมีความได้เปรียบและสร้างงานคุณภาพในระบบได้จริง ที่สำคัญ ข้อเสนอชุดนี้ไม่ได้ร่างขึ้นจากห้องประชุมในวอชิงตัน แต่กลั่นจากการหารือกับภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมไทยรวมกว่า 1,000 คน ตลอด 18 เดือน
    เราเห็นว่าสิ่งที่ไทยขาดเวลานี้ไม่ใช่แผนหรือวิสัยทัศน์ แต่สิ่งที่ขาดคือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่กล้าเปลี่ยน โดยเฉพาะท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีเอไอ การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่ แรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เวลาไม่ได้เข้าข้างเรา ซึ่งเราห่วงว่า หากปล่อยให้ข้อเสนอปฏิรูปเป็นเพียงรายงานอีกเล่มบนชั้นหนังสือ คนไทยรุ่นถัดไปจะต้องรออนาคตที่รุ่งเรืองไปอีกกว่า 30 ปี แล้วเราจะยอมให้เป็นแบบนั้นจริงหรือ ?