วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนส.ค.69 สูงสุดรอบ 6 เดือน ชี้ ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค. อยู่ที่ 53.2 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สูงสุดในรอบ 6 เดือน สะท้อนกำลังซื้อและกิจกรรมเศรษฐกิจเริ่มฟื้น ลุ้นจีดีพีปีนี้แตะ 2.5% หรือสูงกว่า เตือน ก.ย.-ต.ค. เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จับตาการเมือง ราคาน้ำมัน สงครามตะวันออกกลาง และผลเจรจา ART กับสหรัฐฯ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค.2569 อยู่ที่ 53.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของประชาชนเริ่มฟื้นตัว หลังความกังวลต่อภาวะสงครามและเศรษฐกิจโลกผ่อนคลายลง

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ที่ 46.6 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 50.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 62.1 โดยดัชนีทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เช่นเดียวกัน

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่น มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มคลี่คลาย ทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกและในประเทศยังไม่ปรับขึ้นรุนแรง ประกอบกับรัฐบาลเดินหน้ามาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่ราคาพืชผลเกษตรสำคัญหลายรายการอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและสร้างผลเชิงบวกต่อบรรยากาศเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวในเดือน ก.ค.-ส.ค. เริ่มฟื้นตัวชัดเจนหลังชะลอลงในเดือน มิ.ย. การส่งออกยังขยายตัวเกือบ 20% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะเงินลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทั่วไปยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

ด้านการลงทุนภาครัฐในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่าราว 5 แสนล้านบาท ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1.4 แสนล้านบาทในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงกำลังซื้อและสร้างแรงส่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น แต่ดัชนีส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าประชาชนยังมองว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน เพียงแต่เริ่มเห็นสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้น โดยผู้บริโภคเริ่มมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อการซื้อรถยนต์ ที่อยู่อาศัย การเดินทางท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ สถานการณ์การเมืองและราคาน้ำมัน โดยดัชนีความเชื่อมั่นด้านสถานการณ์การเมืองเดือน ส.ค. ปรับตัวลดลงทั้งในมุมมองปัจจุบันและอนาคต จากความกังวลเรื่องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล การยุบสภา ตลอดจนคดีความต่างๆ ที่อาจกระทบต่อพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันตลาดโลกเริ่มขยับเข้าใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยล่าสุดอยู่บริเวณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่วนราคาน้ำมันในประเทศแตะระดับประมาณ 40 บาทต่อลิตรแล้ว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงหรือปรับขึ้นต่อ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนภาคธุรกิจ กำลังซื้อ และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

เดือน ก.ย.-ต.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ว่า จะเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่องหรือสะดุดลงอีกครั้ง โดยต้องจับตาทั้งทิศทางสงคราม ราคาน้ำมัน การเจรจา ART กับสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ” นายธนวรรธน์กล่าว

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย พบว่า ดัชนีโดยรวมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 6 เดือน ขณะที่ดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน และดัชนีคาดการณ์ในอนาคตปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

อย่างไรก็ตาม ดัชนีภาคธุรกิจยังต่ำกว่าระดับเดือน มี.ค.2569 โดยดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ที่ 36 เทียบกับ 38 ในเดือน มี.ค. ดัชนีอนาคตอยู่ที่ 47 เทียบกับ 48 และดัชนีรวมอยู่ที่ 41.8 เทียบกับ 43.3 สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังไม่ได้รับรู้ถึงการฟื้นตัวชัดเจนเท่าภาคผู้บริโภค ซึ่งได้รับแรงหนุนโดยตรงจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

 “ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มเห็นความหวัง โดยเฉพาะการลงทุนและการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระยะต่อไป ขณะที่การจ้างงานมีโอกาสกลับมาดีขึ้นในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลสามารถเดินหน้านโยบายปรับโครงสร้างพลังงาน รวมถึงการใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานได้อย่างชัดเจน ควบคู่กับการต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโครงการ “คนละครึ่ง” และ “ไทยช่วยไทยพลัส” สิ้นสุดในเดือน ก.พ. รวมถึงเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 จะช่วยประคองแรงส่งทางเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องได้

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวเฉลี่ย 2.4% โดยไตรมาสแรกขยายตัว 2.8% และไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ขณะที่หลายสำนักยังประเมินเศรษฐกิจไทยทั้งปีไว้ในกรอบ 2.2-2.5%ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมองว่า หากปัจจัยบวกยังสนับสนุนต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวแตะ 2.5% หรือสูงกว่า จากค่ากลางที่ประเมินใกล้เคียง 2.3% โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะประกาศปรับประมาณการเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ก.ย.นี้

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สัญญาณจากดัชนีความเชื่อมั่นทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว และมีแนวโน้มเห็นภาพชัดขึ้นในไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกปีหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยชี้ขาดในช่วง ก.ย.-ต.ค. ยังอยู่ที่สถานการณ์สงครามและราคาน้ำมัน ผลการเจรจา ART กับสหรัฐฯ ว่าไทยจะยังรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกได้เพียงใด รวมถึงเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ

“หากปัจจัยเสี่ยงทั้งการเมือง ราคาน้ำมัน และสถานการณ์การค้าโลกไม่เข้ามาสะดุดแรงส่งที่เริ่มฟื้นตัว โอกาสด้านบวกของเศรษฐกิจไทยยังมีมากกว่าด้านลบ และอาจช่วยให้เศรษฐกิจทั้งปีขยับเข้าใกล้กรอบบนของประมาณการได้” นายธนวรรธน์กล่าว